Friday, February 5, 2016

เบวูลฟ์ ตำนานขุนศึกโค่นอสูร





ตามสัญญานะครับ ผมจะทยอยเล่าเรื่องตำนานที่สำคัญของชาวนอร์ส ซึ่งตำนานหนึ่งที่ชาวอาซาทรูเออร์คนไหนไม่รู้ถือว่า out อย่างแรง นั่นคือ (Beowulf) ขุนศึกโค่นอสูร

เบวูล์ฟ เป็นบทกวีมหากาพย์ที่แต่งด้วยภาษาอังกฤษ แต่เล่าเรื่องราวของวีรบุรุษที่เกิดขึ้นในสแกนดิเนเวีย ไม่ปรากฏชื่อของผู้แต่งว่าเป็นใคร แต่จากรูปแบบของบทกวีและเนื้อหา ทำให้คาดได้ว่าเป็นบทลำนำพื้นบ้าน ที่ขับร้องต่อ ๆ กันมาในหมู่ชนพื้นเมือง และน่าจะมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์บางส่วนแฝงอยู่ในเนื้อเรื่องด้วย

งานวรรณกรรมภาษาแองโกลแซกซอนชิ้นนี้ คาดว่าแต่งขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8-11 โดยมีต้นฉบับที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสันนิษฐานว่า เขียนขึ้นในราวปี ค.ศ.1010 มีความยาวทั้งสิ้น 3,183 บรรทัด ซึ่งถือเป็นบทกวีที่มีความยาวมาก ได้รับยกย่องเป็นวรรณกรรมมหากาพย์แห่งอังกฤษ

เนื้อหาในบทกวี เล่าถึงวีรบุรุษชาวกีตส์ (Geats) คนหนึ่งชื่อ เบวูล์ฟ และการสู้รบกับศัตรูทั้งสามของเขา คือ เกรนเดล (Grendel) มารดาของเกรนเดล และมังกร

หลายๆ คนอาจจะงงว่า ทำไมเขียน Beowulf แต่ออกเสียงว่าเบวูล์ฟ จริงๆ แล้วคืออย่างงี้ครับ ชื่อของวีรบุรุษท่านนี้ต้องออกเสียงว่า เบ-เออ-วูล์ฟ แต่สระ eo ถือว่าเป็นสระควบ การออกเสียงจึงมักออกเพียงสองพยางค์ และเน้นน้ำหนักที่คำแรก เป็น "เบวูล์ฟ"




บทกวีเบวูล์ฟ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของกษัตริย์ ร็อธการ์ (Hroðgar) ผู้สร้างหอเมรัยขนาดใหญ่ชื่อ เฮร็อต (Heorot) สำหรับเป็นสโมสรของพลเมือง ทั้งองค์กษัตริย์ พระชายา และบรรดานักรบต่างพากันเฉลิมฉลองอยู่ในหอเมรัยนั้น จนกระทั่งเกรนเดลผู้ถูกขับจากชุมชนทนไม่ไหว และเข้ามาบุกทำลายหอเมรัย สังหารนักรบของร็อธการ์ระหว่างหลับเสียชีวิตไปมาก แต่เกรนเดลกลับไม่กล้าแตะต้องบัลลังก์แห่งร็อธการ์ ด้วยว่าองค์กษัตริย์นั้นได้รับการพิทักษ์จากเทพเจ้า แต่ถึงกระนั้น ร็อธการ์กับพลเมืองของพระองค์ก็จำต้องละทิ้งเฮร็อตเสีย

และเมื่อไม่มีนักรบเหลืออยู่พอจะต่อกรกับเกรนเดลได้ เมื่อร็อธการ์ได้ยินชื่อเสียงของ เบวูล์ฟ นักรบหนุ่มชาวกีตส์ จึงส่งสาส์นเชิญไปขอความช่วยเหลือจากเขา

เบวูล์ฟกับเพื่อนนักรบของเขาเดินทางออกจาก กีตส์ลันด์ (Geatsland : ปัจจุบันคือ Götaland อยู่ในสวีเดน) แผ่นดินของตนมาถึงเมืองของกษัตริย์ร็อธการ์ พวกเขาค้างคืนในเฮร็อต หลังจากพวกเขาหลับไป เกรนเดลก็เข้ามาโจมตี และสังหารคนของเบวูล์ฟไปคนหนึ่ง

ส่วนเบวูล์ฟนั้นแสร้งหลับอยู่ จึงลุกขึ้นจับแขนของเกรนเดลไว้ ทั้งสองต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจนหอเมรัยแทบถล่มทลาย เพื่อนนักรบคนอื่นๆ ตกใจลุกขึ้น และเข้าไปช่วยเหลือ แต่ดาบของพวกเขาไม่อาจทำร้ายเกรนเดลได้เลย เพราะมันลงอาคมใส่ดาบของพวกมนุษย์ไว้ ดาบของเบวูล์ฟก็เช่นกันครับ

ในที่สุด เบวูล์ฟจึงใช้พละกำลังของเขาล็อคตัวเกรนเดล แล้วฉีกแขนของมันขาดจนถึงหัวไหล่ ก่อนกระชากจนหลุดออกจากร่าง เกรนเดลหนีกลับไปยังรังของมันได้ แต่ก็ตายในที่สุด




คืนต่อมา มีการเฉลิมฉลองใหญ่ที่เบวูล์ฟสังหารเกรนเดลได้ จากนั้นร็อธการ์กับคนของพระองค์ก็นอนในเฮร็อต แต่แล้ว มารดาของเกรนเดลปรากฏตัวขึ้นและเข้ามาทำลายหอเมรัยอีก นางสังหารนักรบฝีมือดีของร็อธการ์ที่เหลืออยู่ไปทั้งหมด เพื่อแก้แค้นให้เกรนเดล

ร็อธการ์ เบวูล์ฟ และเหล่านักรบ สะกดรอยตามมารดาของเกรนเดลไปจนถึงรังของนางซึ่งอยู่ใต้ทะเลสาบประหลาดแห่งหนึ่ง เบวูล์ฟเตรียมตัวเข้าไปรบกับนาง เขาได้รับดาบวิเศษเล่มหนึ่งจากนักรบคนหนึ่ง ดาบนั้นมีชื่อว่า รุนทิง (Hrunting) หลังจากต่อรองผลประโยชน์ตอบแทน และพินัยกรรมของเบวูล์ฟแล้ว เขาจึงดำน้ำลงไปใต้ทะเลสาบนั้น

เมื่อล่วงล้ำเข้าไป เขาก็ถูกมารดาของเกรนเดลโจมตีทันที แต่นางไม่สามารถทำอันตรายแก่เบวูล์ฟได้ เพราะเขาสวมเกราะอยู่ นางลากตัวเบวูล์ฟลงไปยังถ้ำที่ก้นทะเลสาบ ที่ซึ่งร่างของเกรนเดลและเหล่านักรบที่ปีศาจทั้งสองสังหารไปนอนแน่นิ่งอยู่ แล้วทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างหนัก




ในช่วงแรก มารดาของเกรนเดลเป็นฝ่ายได้เปรียบ เบวูล์ฟพบว่าดาบรุนทิงของเขาไม่สามารถทำอันตรายต่อนางได้เลย เขาจึงหันไปหยิบดาบขนาดใหญ่ในหมู่สรรพาวุธที่สะสมอยู่ในถ้ำ ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดสามารถยกดาบนั้นขึ้นได้มาก่อน และตัดศีรษะนางด้วยดาบเล่มนั้น

เบวูล์ฟสำรวจลึกเข้าไปในถ้ำจนพบร่างของเกรนเดล ก็ตัดเอาศีรษะมันมาด้วย เขาเดินทางกลับออกมาสู่ผิวน้ำอีกครั้ง และเดินทางกลับไปยังเฮร็อต ร็อธการ์พระราชทานของขวัญให้แก่เขามากมาย รวมทั้งดาบ เนกลิง (Nægling) ซึ่งเป็นมรดกประจำตระกูลของพระองค์ นักรบหนุ่มจากกีตส์ลันด์ได้รับทั้งชื่อเสียง และความมั่งคั่งเป็นอันมากจากวีรกรรมครั้งนี้ละครับ

เมื่อเบวูล์ฟเดินทางกลับบ้านได้ไม่นาน เขาก็ได้เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งกีตส์ลันด์ จนวันหนึ่งเมื่อทรงชราภาพ ทาสคนหนึ่งลอบขโมยถ้วยทองคำออกมาจากรังมังกรที่ไม่ปรากฏชื่อตัวหนึ่ง เมื่อมังกรรู้ตัวว่าถ้วยทองคำถูกขโมยไป ก็ออกตามหาด้วยความโกรธแค้น และเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า




เบวูล์ฟทรงเรียกประชุมเหล่านักรบของพระองค์ ให้ร่วมกันต่อสู้กับมังกร แต่ปรากฏว่ามีเพียงนักรบหนุ่มชื่อ วิกลัฟ (Viglaf) เพียงคนเดียว ที่กล้าออกไปร่วมรบเคียงไหล่กับพระราชาเฒ่า เพราะคนที่เหลือพากันหวาดกลัวกันหมดครับ ก็มนุษย์ธรรมดาที่ไหนจะหาญกล้าต่อสู้กับมังกรที่ออกมาจากถ้ำแล้วล่ะ

แต่กษัตริย์เบวูล์ฟแม้จะเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้ว ก็ยังไม่ทิ้งลายยอดนักรบ พระองค์สามารถสังหารมังกรได้ด้วยความช่วยเหลือของวิกลัฟ แต่พระองค์เองก็ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสิ้นพระชนม์




หลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระศพแล้ว เบวูล์ฟถูกฝังอยู่ในกีตส์ลันด์ เหนือหน้าผาที่มองออกไปสู่ท้องทะเล ซึ่งเหล่านักเดินเรือสามารถมองเห็นสุสานของพระองค์ได้

ส่วนสมบัติของมังกรนั้นเล่ากันว่าถูกฝังไปพร้อมกับพระองค์ด้วย มิได้นำออกแจกจ่ายพลเมือง เพราะมันมีคำสาปอยู่น่ะสิครับ อีกทั้งก็ถือว่าเป็นประเพณีของชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวีย ในการฝังทรัพย์สมบัติไปพร้อมกับผู้ตายอยู่แล้ว

ครับ, ตำนานเบวูลฟ์จริงๆ มีเท่านี้ (ผมลอกเนื้อหาหลักๆ มาจาก Wikipedia) ซึ่งถ้าว่ากันตามนี้ เบวูลฟ์ก็เป็นวีรบุรุษที่ไม่มีข้อเสียอะไรครับ จัดว่าเป็นบุคคลในอุดมคติของชาวนอร์สทั้งมวล

แต่เวลานำมาสร้างเป็นหนัง ส่วนใหญ่จะมีการนำเสนอว่าเบวูลฟ์กระทำสิ่งที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ นั่นคือ เขาเผลอใจ (หรือไม่ก็ถูกมนต์สะกด) จนมีสัมพันธ์สวาทกับมารดาของเกรนเดล หรือบางเรื่องก็ไปมีสัมพันธ์สวาทกับแม่มดสาว ซึ่งเป็นภรรยาลับของเกรนเดล ก็อย่างที่เห็นกันในหนังที่เกี่ยวกับเบวูลฟ์ทั้งสองเรื่อง ที่ผมเขียนถึงไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ละครับ





ซึ่งในส่วนนี้ก็มาจากมุขปาฐะ หรือเรื่องเล่าพื้นบ้านเช่นกัน เป็นธรรมดาครับที่ตำนานวีรบุรุษไม่ว่าของชนชาติไหนมักจะมีด้านลบแอบแฝงอยู่ด้วยเสมอ ก็เพราะปากชาวบ้านประเภทแอนตี้ฮีโร่นี่ละครับ ยิ่งถ้าฮีโร่ได้ดิบได้ดีเป็นกษัตริย์ ยิ่งมีด้านมืดให้เล่าขานกันเพียบ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, February 2, 2016

อาถรรพณ์แห่งแหวนวิเศษ





ผมว่าจะเขียนเรื่องนี้นานแล้วครับ เพราะเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของชาวนอร์ส และเผ่าเยอรมันนิกทั้งปวง ชื่อตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องนี้ก็จะมีการนำมาเล่าขานหรืออ้างอิง ให้พวกเราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ พอๆ กับตำนานเบวูล์ฟ (Beowulf) ที่ผมกะว่าจะเล่าต่อไปจากนี้ละครับ

เรื่องมีอยู่ว่า คนแคระผู้หนึ่งชื่อ อันด์วารี (Andvari) อาศัยอยู่ใน นิเฟลเฮม ได้หลอมแหวนวิเศษขึ้นวงหนึ่ง มีชื่อเรียกตามเชื้อสายของอันด์วารีว่า นีเบลลุง (Nibelung) แหวนวงนี้มีอำนาจบันดาลให้เกิดแหวนทองคำที่มีรูปลักษณ์เดียวกันขึ้นมาได้อีก 9 วงทุกๆ คืน

ทีนี้ละครับ เมื่อโลคี ตัวป่วนแห่งอัสการ์ด มาเห็นแหวนวิเศษนี้จึงเกิดความโลภ ใช้กำลังช่วงชิงไปเป็นของตน อันด์วารีจึงสาปให้ทุกคนที่ครอบครองแหวนนี้ต้องประสบกับความหายนะ ซึ่งในที่สุดโลคีเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

ด้วยคำสาปที่ติดมากับแหวน เทพอสูรผู้นี้แทนที่จะได้ดิบได้ดีอยู่ในอัสการ์ดเพราะจอมเทพโอดินทรงพอพระทัยในไหวพริบปฏิภาณของเขา ก็กลับกลายเป็นถูกลงทัณฑ์ทรมานไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ แต่เพราะเขาเป็นเทพ กว่าจะประสบชะตากรรมจึงล่วงเข้ายุคสุดท้ายของโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นแหวนได้ตกไปอยู่ในขุมสมบัติในถ้ำที่ พญามังกรฟาฟเนียร์ (Fafnir) เฝ้าอยู่

ซิกฟรีด (Siegfried) หรือ ซีเกิร์ด (Sigurd) เป็นชายหนุ่มผู้กล้าหาญ รักการผจญภัย และมีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เด็ก เขาเดินทางสั่งสมชื่อเสียงไปจนพบถ้ำที่ฟาฟเนียร์เฝ้าอยู่ และเป็นผู้สังหารมัน ตำนานซิกฟรีดสังหารมังกรนี้ ถือเป็นต้นฉบับของตำนานอัศวินกับมังกรทั่วยุโรปในเวลาต่อมาครับ




ซิกฟรีดได้พบขุมสมบัติที่ฟาฟเนียร์เฝ้าอยู่ รวมทั้งแหวนวิเศษด้วย อาถรรพณ์ของมันทำให้เขาไม่สนใจของมีค่าอื่นใด นอกจากหยิบมันมาสวม เขายังได้ทำพิธีอาบเลือดมังกรเพื่อความอยู่ยงคงกระพัน แต่ระหว่างนั้นมีใบไม้ร่วงลงไปปิดตรงหัวไหล่ด้านหลังของเขา ร่างกายส่วนนั้นจึงเป็นที่เดียวที่มิได้ชะโลมด้วยเลือดมังกร และจึงกลายเป็นจุดอ่อนของเขาไปในที่สุด

ในเวลานั้น มีวัลคีรีส์องค์หนึ่ง ชื่อว่า บรินฮิลด์ (Brynhild) เธอละเมิดคำสั่งของจอมเทพโอดินจึงถูกลงโทษให้หลับไหลอยู่ที่ ฮินด์เฟล (Hindfel) หรือหอคอยที่ล้อมรอบด้วยเปลวไฟ จนกว่าจะมีผู้กล้าหาญที่สามารถข้ามเปลวเพลิงดังกล่าวเข้าไปหาเธอ เธอจึงจะตื่นขึ้นอีกครั้งเพื่อแต่งงานกับเขาผู้นั้น และสูญเสียอำนาจของวัลคีรีส์ กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาไปชั่วนิรันดร์

ซิกฟรีดเดินทางผจญภัยมาจนถึงฮินด์เฟล พอเห็นเปลวไฟประหลาดที่ล้อมรอบหอคอยอยู่จึงควบม้าคู่ใจของเขากระโดดข้ามกองไฟเข้าไป แล้วเมื่อขึ้นหอคอยไปก็ได้เจอกับบรินฮิลด์นานหลับอยู่ เขาจุมพิตเธอ ทำให้เธอตื่นขึ้น ทั้งสองหลงรักกันในทันทีครับ





แต่ซิกฟรีดยังต้องการผจญภัยต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เขาจึงสัญญาว่าจะกลับมารับบรินฮิลด์ไปแต่งงานกัน โดยเอาแหวนนีเบลลุงให้บรินฮิลด์เป็นแหวนหมั้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นแหวนที่ต้องคำสาป

ต่อมาซิกฟรีดได้เดินทางเข้าไปในอาณาจักรของกษัตริย์ กวีคี (Gjúki) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำไรน์ กษัตริย์องค์นี้มเหสีชื่อ กริมฮิลด์ (Grimhild) ซึ่งเป็นแม่มด มีโอรสธิดาหลายองค์ แต่ที่มีบทบาทเด่นที่สุดในเทพนิยายชุดนี้คือ กุนนาร์ (Gunnar) และ กูดรุน (Gudrun)

ซิกฟรีดกับกุนนาร์กลายเป็นเพื่อนรักกัน ขณะที่กูดรุนก็หลงรักซิกฟรีด กริมฮิลด์ผู้เป็นมารดาก็อยากให้ลูกตัวเองสมหวัง จึงวางยาวิเศษที่ทำให้ซิกฟรีดลืมเรื่องของบรินฮิลด์ไป ซิกฟรีดกับกูดรุนเลยได้แต่งงานกันในที่สุดครับ นับเป็นการเริ่มต้นอาถรรพณ์แห่งแหวนนีเบลลุงที่เกิดกับมนุษย์คนแรก และอดีตวัลคีรีส์ที่ครอบครองมัน

และด้วยอาถรรพณ์ดังกล่าว ก็ทำให้กุนนาร์หลงรักบรินฮิลด์ เพียงเพราะแค่ได้ยินเรื่องราวของเธอเท่านั้นละครับ กุนนาร์ทุกข์ทรมานมากจากความลุ่มหลงครั้งนี้ ซิกฟรีดซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเคยรักบรินฮิลด์จึงรับปากจะช่วยเพื่อนรักให้สมหวัง

ทั้งคู่จึงพากันเดินทางไปยังฮินด์เฟล ก็พบว่าหอคอยนั้นยังคงมีกับเปลวไฟล้อมรอบอยู่ ไม่สามารถจะเข้าไปได้ ซิกฟรีดจะให้เพื่อนยืมม้าของตนข้ามกำแพงไฟไปก็ไม่ได้ เนื่องจากกุนนาร์ไม่ใช่บุรุษที่คู่ควรกับบรินฮิลด์

ซิกฟรีดจึงตัดสินใจใช้ยาอีกขนานหนึ่งของกริมฮิลด์แปลงกายเป็นกุนนาร์ แล้วควบม้าคู่ใจข้ามเปลวเพลิงไปเป็นครั้งที่สอง บรินฮิลด์ผู้น่าสงสารที่รอคอยมานานแสนนาน เมื่อเห็นว่าผู้ที่ข้ามกำแพงไฟมาได้ไม่ใช่ซิกฟรีดก็ผิดหวังอย่างที่สุดครับ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องยินยอมแต่งงานกับกุนนาร์ไปโดยปริยาย

เหตุการณ์ตอนนี้ ตำนานกระแสอื่นเล่าไว้แตกต่างออกไปครับ บางกระแสบอกว่าบรินฮิลด์ได้ออกจากฮินด์เฟลไปก่อนหน้านั้นแล้ว และไปเป็นราชินีที่ไอซ์แลนด์ แบบในหนังเรื่อง Curse of the Ring นั่นละครับ ซึ่งกุนนาร์ก็เป็นหนึ่งในเจ้าชายจากดินแดนต่างๆ ที่หมายปองเธอ เมื่อเธอได้พบซิกฟรีดอีกครั้ง และเห็นว่าเขาจำเธอไม่ได้ เธอจึงประกาศว่าถ้าใครเอาชนะเธอได้ในการประลอง เธอจะแต่งงานกับเขาผู้นั้น ซึ่งซิกฟรีดก็ปลอมตัวเป็นกุนนาร์ไปประลองกับบรินฮิลด์จนได้ชัยชนะครับ




ซึ่งทุกตำนานก็กล่าวว่า กุนนาร์ตัวปลอมได้แลกแหวนกับบรินฮิลด์เป็นสัญญาหมั้น แหวนนีเบลลุงจึงหวนกลับคืนสู่ซิกฟรีดอีกครั้ง

ต่อมา ฤทธิ์ยาที่กริมฮิลด์สะกดซิกฟรีดไว้เสื่อมลง ซิกฟรีดจึงนึกออกว่าเคยรัก และสัญญาอะไรไว้กับบรินฮิลด์ แต่มันก็สายไปแล้วละครับ เพราะบรินฮิลด์ได้แต่งงานกับกุนนาร์ไปเสียแล้ว

ซิกฟรีดจึงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เขาได้แต่เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้กูดรุนภรรยาของเขาฟัง และมอบแหวนนีเบลลุงให้เธอเก็บรักษาไว้

ส่วนกูดรุน พอรู้ความจริงเช่นนั้นก็เห็นว่าบรินฮิลด์เป็นมารหัวใจ วันหนึ่งจึงเยาะเย้ยบรินฮิลด์ว่า คนที่ฝ่าเปลวไฟไปหาบรินฮิลด์ไม่ใช่กุนนาร์ แต่เป็นซิกฟรีดที่ปลอมตัวเป็นกุนนาร์นั่นเอง และยังเอาแหวนนีเบลลุงมายืนยันคำพูดด้วย

บรินฮิลด์ทั้งเสียใจและโกรธอย่างที่สุด แม้ซิกฟรีดจะอธิบายกับเธอว่าตอนนั้นเขาต้องมนต์ของกริมฮิลด์อยู่ หรือเขาพร้อมที่จะไปจากกูดรุนแล้วแต่งงานใหม่กับเธอ แต่บรินฮิลด์ก็ไม่ยอมรับฟังสิ่งใด ความรักความหวังที่เคยทุ่มเทกลายเป็นความเคียดแค้นอย่างไม่อาจอภัยได้ เธอเตรียมการที่จะแก้แค้นซิกฟรีด โดยแกล้งบอกกุนนาร์ว่าตอนที่ซิกฟรีดแปลงกายเป็นกุนนาร์นั้น เธอได้สูญเสียพรหมจารีย์ให้กับเขาแล้ว

กุนนาร์โกรธมาก ลืมความเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานทุกอย่าง เขาให้น้องชายคนเล็ก กุททอร์ม (Guttorm) ไปลอบสังหารซิกฟรีด กุททอร์มใช้ดาบแทงซิกฟรีดตอนหลับ ซิกฟรีดซึ่งยังไม่ตายในทันทีลุกขึ้นมาสังหารกุททอร์มตายคาที่

กูดรุนตกใจตื่นมาเห็นซิกฟรีดกำลังจะตายก็แทบคลั่ง แต่ซิกฟรีดกลับปลอบภรรยาของตนอย่างสงบก่อนจะสิ้นใจ ไม่นานต่อมางานศพของซิกฟรีดก็ถูกจัดขึ้น




เหตุการณ์ช่วงนี้ บางตำนานบอกว่ากุททอร์มลอบสังหารซิกฟรีดตอนออกไปล่าสัตว์ครับ โดยพุ่งหอกใส่เขาขณะที่เขากำลังดื่มน้ำในลำธาร ซึ่งใน Curse of the Ring ก็นำเสนอตามนี้ละครับ กุททอร์มรู้จุดอ่อนของซิกฟรีดเป็นอย่างดี เพราะซิกฟรีดเคยบอกกุนนาร์ไว้นั่นเอง

ในงานศพของซิกฟรีด บรินฮิลด์กล่าวกับกุนนาร์ว่าเรื่องที่ซิกฟรีดหลับนอนกับตนนั้นเป็นเรื่องโกหก และสาปว่ากุนนาร์กับเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ จะต้องประสบกับโศกนาฏกรรมด้วยกันทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นเธอก็สังหารบุตรของซิกฟรีดกับกูดรุน ก่อนจะเชือดคอตายตาม




ตำนานกล่าวว่า ศพของบรินฮิลด์ถูกฝังด้วยกันกับซิกฟรีด ซึ่งจากที่ชาวนอร์สเล่าขานกันทั่วไป พิธีศพของซิกฟรีดนั้นจัดขึ้นตามอย่างวีรบุรุษ คือบรรจุในเรือแล้วจุดไฟเผา ซึ่งบรินฮิลด์ก็โจนเข้าไปในกองไฟนั้นละครับ กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ตราตรึงในจิตใจของชาวยุโรปทั้งปวงมาจนทุกวันนี้


ส่วนแหวนนีเบลลุงก็ได้ผ่านมือกูดรุนไปยังคนอื่นๆ และทำให้เกิดหายนะกับทุกคนที่ครอบครองมัน รวมทั้งกุนนาร์และเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดด้วย ก่อนที่มันจะจมหายไปในแม่น้ำไรน์ และไม่มีใครได้พบอีกเลย



……………………………



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Wednesday, January 6, 2016

แนะนำหนังไวกิ้ง เพื่อสาวกไวกิ้ง


เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างครับ โพสต์นี้ผมขอแนะนำหนังไวกิ้งที่น่าสนใจจากอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณของอาซาทรูเออร์ทั้งผอง (ว่าไปนั่น) ซึ่งแทบทุกเรื่องหาหนังแผ่นได้ในเมืองไทย ยกเว้น Norse by Norsevest ต้องสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวครับ




The Viking Sagas (1995)

เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่สร้างในปี 1995 กำกับโดย Michael Chapman นำแสดงโดย Ralf Möller และ Sven-Ole Thorsen เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในไอซ์แลนด์ยุคไวกิ้ง ซึ่ง Kjartan (Moeller) ต้องสัประยุทธ์กับกลุ่มนักรบไวกิ้งโฉด นำโดย Ketil (รับบทโดย Hinrik Ólafsson) ที่เข้ามายึดครองที่ทำกินของบิดาของเขา จนบิดาของเขาต้องฆ่าตัวตาย มิหนำซ้ำยังพยายามแย่งชิง Gudrun (รับบทโดย Ingibjörg Stefánsdóttir) คนรักของเขาอีกด้วยครับ

เพื่อการนี้ Kjartan จึงต้องไปฝึกวิทยายุทธกับอดีตนักรบไวกิ้ง Gunnar (Thorsen) เพื่อกลับไปล้างแค้นให้บิดาและชิงคนรักคืนมา แต่ปัญหาก็เกิดเมื่ออาจารย์กับลูกศิษย์หลงรักผู้หญิงคนเดียวกันน่ะสิครับ ทำให้ต้องลุ้นมากๆ ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร




Hercules: The Legendary Journeys (TV Series) : Norse by Norsevest (1998)

นำแสดงโดย Kevin Sorbo ผู้รับบทเป็นเฮอร์คิวลิสในซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อราวๆ 20 ปีที่ผ่านมา ร่วมด้วย Ben Reed และ Tamara Gorski

ปกติซีรี่ส์เฮอร์คิวลิสก็จะดำเนินเรื่องอยู่ในดินแดนกรีก และเกี่ยวพันกับเทพเจ้ากรีกเป็นหลักครับ แต่หลังจากคู่หูของเฮอร์คิวลิสตาย ก็มีการเขียนเรื่องใหม่ให้เฮอร์คิวลิสออกไปผจญภัยในดินแดนและอารยธรรมอื่นๆ ในชุด The Legendary Journeys ซึ่งก็รวมถึงสแกนดิเนเวียนี้ด้วยไงครับ

ในภาคนี้ เฮอร์คิวลิสมีฉากประลองกำลังกับธอร์ ซึ่งนับว่าเป็นเทพแห่งพละกำลังด้วยกันทั้งคู่ และต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของเทพบาลเดอร์อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วหลังจากนั้นก็ต้องพยายามทำลายแผนชั่วของโลคี ช่วยกู้วิกฤติการณ์ให้อัสการ์ด เป็นภาคที่นำเสนอได้อย่างสนุกและรักษามาตรฐานของซีรี่ส์ไว้ได้เป็นอย่างดี




The 13th Warrior - พลิกตำนาน สงครามมรณะ (1999)

ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิยายของ Michael Crichton เรื่อง Eaters of the Dead ของค่าย Touchstone Pictures กล่าวถึงเรื่องราวของ Ahmed Ibn Fahdlan (รับบทโดย Antonio Banderas) ขุนนางหนุ่มแห่งแบกแดดที่มีความสัมพันธ์กับสาวต้องห้าม จนถูกถูกส่งไปเป็นฑูตในดินแดนที่ห่างไกล จนกระทั่งไปเจอกลุ่มนักรบไวกิ้งซึ่งนำโดย Buliwyf (รับบทโดย Vladimir Kulich) ผู้ลึกลับและกล้าหาญ ร่วมด้วย Herger the Joyous (รับบทโดย Dennis Storhoi) ไวกิ้งผู้อารมณ์ดีตลอดเวลา

ในเวลาเดียวกันนั้น King Hrothgar (รับบทโดย Sven Wollter) ได้ส่งโอรสมาขอความช่วยเหลือจาก Buliwyf และผู้พยากรณ์ประจำกลุ่มได้เตือนว่า พวกเขาจะแพ้ถ้าไม่หานักรบคนที่ 13 เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งต้องเป็นคนที่ไม่ได้มาจากทางเหนือ ดังนั้น Ibn Fahdlan จึงต้องตกกระไดพลอยโจน เขาต้องเข้าร่วมกับการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตปริศนาในตำนาน ที่ฆ่าและกินคนอย่างสยดสยอง เพื่อค้นพบวิถีทางของตนเอง

เป็นหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากนักเมื่อลงโรง แต่สร้างความประทับใจให้กับแฟนคลับไวกิ้งทั่วโลก รวมทั้งสาวกของ อันโตนิโอ บันเดอรัส ซึ่งถือได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาเลยทีเดียวครับ




Berserker : Hell’s Warrior (2004)

กำกับการแสดง เขียนบทและสร้างโดย Paul Matthews เนื้อหาอิงกับตำนานของ Brunhilda (รับบทโดย Kari Wuhrer) นางฟ้าวัลคีรีส์ที่ขัดคำสั่งของจอมเทพโอดิน และถูกพระองค์พันธนาการไว้ในวงล้อมของเปลวเพลิง

Barek (รับบทโดย Paul Johansson) และ Boar (รับบทโดย Craig Sheffer) พี่ชายของเขา ได้ค้นพบสถานที่ที่บรุนฮิลด้าถูกขังอยู่ และนับจากนั้น ชะตากรรมของโบร์ บาเร็ค และบรุนฮิลด้าได้เชื่อมโยงกันด้วยคำสาปอาถรรพณ์ต่อเนื่องไปอีกนับพันปี จนทั้งสามต้องมาขับเคี่ยวกันในยุคปัจจุบัน

ในเรื่องนี้ เราจะได้เห็นฉากสงครามของนักรบไวกิ้งในอดีต และการดวลดาบของพระเอกกับเหล่าร้ายที่ข้ามกาลเวลามาในยุคไฮเท็ค แถมบรุนฮิลด้ากับเหล่านางฟ้าวัลคีรีส์ก็กลายเป็นผีดูดเลือดไปหมด แต่สนุกมากครับ ที่สำคัญก็คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ซึ่งให้บรรยากาศแบบไวกิ้งมากๆ ด้วย




Curse of the Ring ปาฏิหาริย์ศึกล้างคำสาป (2004)

กำกับโดย Uli Edel สร้างจากตำนานอันเลื่องชื่อของชาวนอร์ส The Ring of Nibellungs  นิยายปรัมปราซึ่งพรรณนาถึงความกล้าหาญ เวทมนตร์คาถา กิเลส และการผจญภัยที่สร้างความระทึกให้บรรดานักอ่านมานานกว่า 1,500 ปี

เรื่องของ Siegfried (รับบทโดย Benno Furmann) บุตรชายช่างตีดาบซึ่งสร้างชื่อเสียงจากการสังหารมังกร Fafnir เพื่ออาบเลือดของมัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเขาคงกระพัน \แต่เขาไม่เคยรู้ตัวว่ามีส่วนหนึ่งของร่างกายที่ไม่ถูกชโลมด้วยเลือดมังกร และนั่นคือจุดอ่อนของเขา ที่ทำให้เขาถูกทรยศจากคนที่เขาคิดว่าเป็นเพื่อน นำมาซึ่งมรณกรรมของเขาเองในท้ายที่สุด

โศกนาฏกรรมอันเกิดจากเพื่อนทรยศ ที่โลภในทรัพย์สมบัติ ยังทำให้ Brunhild (รับบทโดย Kristanna Loken) นางพญาแห่งไอซ์แลนด์ผู้รักซิกฟรีดหมดหัวใจ แต่ก็จำต้องแต่งงานกับจอมทรยศเพราะแผนชั่วของมันที่หลอกใช้ซิกฟรีดนั่นเองเป็นเครื่องมือ เรื่องราวทั้งหมดจบลงด้วยความเศร้า แต่ก็ดำเนินเรื่องอย่างลื่นไหล มีแง่มุมให้ติดตามโดยตลอดครับ




Blood of Beasts (2005)

เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ Jane March สาวน้อยจากภาพยนตร์อีโรติก The Lover ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุค 1992

คราวนี้เธอมารับบทเป็น Freya ธิดาของกษัตริย์ Thorsson ผู้นำเผ่าไวกิ้ง ซึ่งหลังจากพระบิดาสิ้นพระชนม์ Sven นักรบที่เก่งที่สุดก็ต้องการครอบครองเธอเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แทน แต่ตัวเจ้าหญิงนั้นชอบพออยู่กับ Agnar ซึ่งหายสาบสูญไปในเกาะที่ต้องคำสาปของโอดิน เมื่อเธอเดินทางไปยังเกาะนั้นก็พบว่าเกาะนั้นครอบครองโดยนักรบอสูร ซึ่งได้กลายเป็นผู้ครอบครองหัวใจของเธอ ก่อนจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครได้สมหวัง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อผลิตออกมาครั้งแรก ใช้ชื่อว่า Beauty and the Beast เหมือนการ์ตูนเพลงของวอลท์ ดีสนีย์ซึ่งฮิตกันระเบิดเถิดเทิงไปทั่วโลก ตอนหลังถึงมาเปลี่ยนชื่อ นัยว่าเพื่อแก้ปัญหาความสับสนครับ เป็นหนังฟอร์มไม่ใหญ่นัก แต่สนุกและสวยใช้ได้เลยทีเดียว




Beowulf & Grendel จอมคนพลิกปฐพี (2006)

ณ ห้วงเวลาแห่งเหล่าวีรบุรุษ เมื่อเดนมาร์กถูกคุกคามจาก Troll หรือยักษ์ที่ชื่อว่า Grendel ขุนศึกยอดนักสู้ชาวไวกิ้ง Beowulf ตอบรับคำขอขององค์กษัตริย์ Hrothgar ที่จะสังหารมัน แต่ต่อมาเบวูล์ฟก็พบว่า เกรนเดลถูกพวกของกษัตริย์ที่ขอความช่วยเหลือจากตนนั่นละครับฆ่าพ่อของมันตาย มันจึงพยายามตามแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อของเขา แต่ในฐานะนักรบ เบวูล์ฟจำเป็นต้องปกป้องผู้คนและสังหารเกรนเดลด้วยคมดาบของเขา

          เบวูล์ฟต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเขาต้องเลือกระหว่างจิตสำนึก กับความจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์ เมื่อแม่ของเกรนเดลที่น่าสยดสยองกว่า ตามมาล้างแค้นอีกครั้ง เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า เขากำลังสร้างชื่อเสียงจากสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง ต้องเสียทั้งเพื่อน และไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจสำหรับวีรกรรมที่เกิดขึ้น




Beowulf ขุนศึกโค่นอสูร (2007)

ดัดแปลงจากตำนานชุดเดียวกับเรื่องข้างบนละครับ ตัวละครเดียวกันโครงเรื่องคล้ายกัน แต่รายละเอียดของเหตุการณ์แตกต่างกัน เดนมาร์กที่ครอบครองโดยกษัตริย์ Hrothgar ได้รับความทุกข์เข็ญจากความหวาดกลัว ปิศาจร้าย เกรนเดล ที่เข้ามาล่ามนุษย์เป็นอาหาร จนต้องขอความช่วยเหลือจากนักรบผู้เป็นตำนานอย่างเบวูล์ฟ (รับบทโดย Ray Winstone) มาช่วยปกป้อง

เบวูล์ฟสังหารเกรนเดลโดยหารู้ไม่ว่า ได้จุดไฟแห่งความแค้นให้กับมารดาปีศาจของอสูรตนนั้น และนำมาซึ่งการเอาคืนอย่างแยบยล ด้วยมนต์สะกดของนางปีศาจที่ทำให้เบวูล์ฟกระทำสิ่งที่ผิดพลาดครั้งสำคัญในชีวิต

สุดท้าย การชดใช้ในการกระทำที่ผิดพลาดมหันต์ จึงจำต้องถูกแก้ไขให้ลุล่วง ด้วยตัวของเบวูล์ฟเอง อย่างสาหัสสากรรจ์ ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าผู้ใด ส่งผลให้ตำนานของเขาผู้นี้เป็นอมตะ

หนังเรื่องนี้สร้างโดยใช้เทคนิคใหม่ในวงการ CG ที่เรียกกันว่า Performance Capture คือการนำเอาภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงจริง มาแปลงเป็นภาพกราฟฟิกให้ได้ดั่งใจ และสามารถสร้างสรรค์ เพิ่มเติมในสิ่งที่ต้องการให้มีในฉากต่าง ๆ ได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็น ฉากหลัง โลเกชั่น หรือแม้กระทั่งรูปร่างของนักแสดงที่ต้องการให้เป็นแบบใดก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น เรย์ วินสโตน ใครได้เห็นตัวจริงๆของเขาจะงงว่าหน้าตารูปร่างไม่ได้เป็นอย่างในภาพยนตร์แม้แต่น้อย ทั้งอ้วน เตี้ย ล่ำ จ้ำม่ำ แต่กลับกลายเป็นเบวูล์ฟผู้สง่าผ่าเผยได้อย่างไร นี่ละครับความสามารถ ของ Performance Capture เป็น Action Fantasy ที่สวยและดูสนุกอีกเรื่องหนึ่งที่ผมว่าสาวกไวกิ้งควรมีไว้ครับ




A Viking Sagas ไวกิ้ง นักรบสุดขอบโลก (2008)

ชื่อเกือบเหมือนเรื่องข้างบน และการเริ่มเรื่องก็คล้ายกัน ในยุคที่พวกไวกิ้งเรืองอำนาจ Heski หนูน้อยวัยสิบขวบต้องพบเห็นเหตุการณ์ที่พ่อของเขาถูกรุมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับคนในหมู่บ้าน

เขาเอาชีวิตรอดอย่างหวุดหวิด ด้วยความช่วยเหลือของผู้เป็นลุง และนำตัวไปชุบเลี้ยงเหมือนลูกแท้ ๆ จนกระทั้งเฮสกี้โตเป็นหนุ่มและร่วมล่องเรือไปทางใต้ และพบว่ากษัตริย์พระองค์ใหม่คือผู้มีส่วนกับเหตุการณ์สังหารหมู่ของครอบครัวเขา

จุดบรรจบของเรื่องนี้ จึงกลายเป็นสมรภูมิล้างแค้นที่จะต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ตลอดกาล




Outlander ไวกิ้ง ปีศาจมังกรไฟ (2009)

เป็นครั้งแรกของโลกภาพยนตร์เลยครับ ที่นำเอาความเป็นภาพยนตร์ไซไฟของเอเลี่ยน ที่มี CG สุดมหัศจรรย์ เทคนิคพิเศษตระการตา มาผนวกกับความอลังการย้อนยุค กลิ่นอายอารยธรรมอันมีมนต์ขลังในสมัยไวกิ้งเรืองอำนาจมารวมกัน

เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวสองเผ่าพันธุ์ ที่ทำการต่อสู้มาอย่างยาวนาน จนมาวันหนึ่ง ยานอวกาศเผ่าพันธุ์ของ ไคแนน รับบทโดย Jim Caviezel (The Passion of the Christ, Frequency) ตกลงมายังโลกมนุษย์ในนอร์เวย์ สมัยที่ไวกิ้งยังเรืองอำนาจ

นั่นทำให้ไคแนนจำต้องเข้าร่วมกับนักรบไวกิ้ง สู้ศึกครั้งใหญ่กับ มัวร์เวน เอเลี่ยนโหดที่ตามล่าไคแนนมาถึงโลกมนุษย์ ชะตากรรมของชาวไวกิ้ง และไคแนนต้องพิสูจน์กันด้วยมหาสงครามไซไฟในครั้งนี้




Vikings (TV Series)

เป็นซีรี่ส์ประวัติศาสตร์จากช่อง History Channel ที่นำเสนอเรื่องราวตำนานของสแกนดิเนเวียในยุคไวกิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ จากชาวไวกิ้งที่มีอยู่จริงชื่อว่า Ragnar Loðbrók เขาเป็นหนึ่งในเหล่าผู้นำของไวกิ้งผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงฝรั่งเศส และอังกฤษ หลังจากการรุกรานของเขา

รักนาร์ ล็อธบร็อค (รับบทโดย Travis Fimmel) เป็นทายาทสืบเชื้อสายมาจากจอมเทพโอดิน ทำให้เขาสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น รักนาร์เชื่อว่ายังมีดินแดนทางตะวันตกที่ยังไม่เคยมีใครเคยเดินทางไปถึง หลังจากศึกษาวิธีดูทิศจากพระอาทิตย์ เขาจึงแอบล่องเรือไปอังกฤษ แล้วบุกปล้มสดมภ์ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ปกครองคือ Earl Haraldson (รับบทโดย Gabriel Byrne) ที่รักนาร์ละเมิดคำสั่งห้ามเดินทาง เป็นผลให้รักนาร์นำความร่ำรวยกลับบ้านแต่ก็ต้องต่อสู้กับเอิร์ลเพื่อความอยู่รอดของเขาและครอบครัว

Vikings เริ่มออนแอร์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2013 ที่อเมริกา และแคนาดา โดยทำยอดผู้ชมสูงถึง 6 ล้านวิว เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะดูสนุกแล้ว ผู้ชมยังได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาวไวกิ้งที่ได้จากการศึกษาทางโบราณคดีอย่างแท้จริง ทำให้เรียกได้ว่าเป็นหนังไวกิ้งที่สร้างได้ถูกต้องสมจริง และพิถีพิถันที่สุดครับ


ช่วงที่ผมโพสต์นี้เป็น season 4 ซึ่งก็มีหนังแผ่นขายแล้วในเมืองไทย สาวกไวกิ้งคนไหนไม่มีเรื่องนี้ถือว่า out มากๆ



……………………………



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, December 29, 2015

วันสิ้นโลก



ลัทธิศาสนาอาซาทรู มองเห็นสัจธรรมที่คล้ายคลึงกับศาสนาพุทธครับ


นั่นคือ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่เป็นนิรันดร์ แม้แต่โลกทั้งหลายที่จอมเทพโอดินทรงสร้างขึ้น ในที่สุดก็จะต้องถึงกาลดับสูญ โดยที่พระองค์เองก็ไม่ทรงมีพลังอำนาจเพียงพอที่จะหยุดยั้งได้




          วันสิ้นโลก หรือ รักนาร็อค (Ragnarok) ในเทพนิยายอาซาทรู มีปฐมเหตุจากการที่จอมเทพโอดินทรงรับยักษ์ โลคี (Loki) เข้าเป็นสมาชิกในอัสการ์ด ด้วยทรงพอพระทัยในไหวพริบปฏิภาณตามแบบยักษ์ซึ่งเขามีอยู่ โลคีนั้นมีชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สิ่งที่เขาไม่มีก็คือความรู้จักผิดชอบ และความกล้าหาญเท่านั้น ทำให้เขาได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามอยู่เสมอ

          โลคีนำเรื่องราวยุ่งยากมากมายมาสู่อัสการ์ด ทั้งเรื่องที่มีบทสรุปดีและไม่ดี แต่เหตุการณ์ที่จะนำไปสู่วันมหาวิบัติโลกอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเขาลักลอบสมสู่กับนางยักษ์ อังเกอร์โบดา (Angrboda) และมีลูกด้วยกัน 3 ตน ล้วนแต่เป็นจอมอสูรที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ ทั้ง พญางูโยร์มุนกันด์ (Jormungand) อสุรีครึ่งมนุษย์ครึ่งศพ เฮล (Hel) และ พญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ (Fenrir)

จอมเทพโอดินทรงลงโทษ ด้วยการขว้างพญางูโยร์มุนกันด์ลงไปในมหาสมุทรแห่งมิดการ์ด ส่งเฮลไปครองแดนนรก ส่วนเฟนเรียร์นั้นทรงเลี้ยงไว้เพราะทรงชอบสุนัขป่า แต่ภายหลังมันก็เติบโตขึ้นเป็นสุนัขป่ายักษ์ มีความดุร้ายและกำลังอันมหาศาลจนไม่มีสิ่งใดควบคุมมันได้ เหล่าเทพต้องให้คนแคระทำโซ่วิเศษขึ้นมาจับมันไปพันธนาการไว้ในที่ห่างไกลจากโลกทั้งหมด โดยเทพแห่งสงคราม เทียร์ (Tyr) ต้องทรงสละพระหัตถ์ข้างหนึ่งของพระองค์เพื่อการนี้

สิ่งนี้ทำให้ความอดทนของโลคีจบสิ้นลง เขาคิดแก้แค้นโดยพุ่งเป้าไปที่ เทพบัลเดอร์ (Baldur) พระโอรสของจอมเทพโอดิน ผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวง แม้ว่าพระองค์จะไม่เคยทรงให้ร้ายใดๆ กับเขาเลยก็ตาม         

เทพบัลเดอร์ทรงได้รับคำสัญญาจากทุกสิ่งในโลกว่าจะไม่ทำร้ายพระองค์ เหล่าเทพแห่งอัสการ์ดจึงสนุกกับการใช้พระองค์เป็นเป้าซ้อมอาวุธ เพราะเหตุว่าไม่มีอาวุธใดสามารถทำอันตรายพระองค์ได้ 


แต่โลคีล่วงรู้ว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มิได้สัญญาเช่นนั้น นั่นก็คือต้น มิสเทิลโท (Mistletoe : ไม้จำพวกกาฝากชนิดหนึ่ง) เขาจึงนำกิ่งของมันมาเสี้ยมให้แหลมทำเป็นปลายหอก และนำไปให้ เทพโฮเดอร์ (Hodur) ลองพุ่งเข้าใส่องค์เทพบัลเดอร์ องค์เทพแห่งความดีงามเมื่อต้องปลายหอกนั้นก็สิ้นพระชนม์




ความโศกเศร้าสุดที่จะพรรณนาครอบคลุมไปทั่วอัสการ์ด แต่ก็ยังมีความหวังเล็กน้อย นางพญานรกสัญญาว่าจะคืนชีวิตแก่องค์เทพบัลเดอร์ ถ้าหากทุกสิ่งในโลกร้องไห้เพื่อพระองค์ และทุกสิ่งก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เว้นแต่โลคีซึ่งแปลงตัวเป็นหญิงชราคนหนึ่ง และปฏิเสธที่จะร้องไห้

ในที่สุด อัสการ์ดต้องสูญเสียทั้งเทพแห่งความดีงาม และ เทวีนันนา (Nanna) ชายาของพระองค์ ซึ่งตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์ไปด้วยกัน

ความผิดของโลคีครั้งนี้ ไม่อาจได้รับการอภัย เขาถูกจับไปพันธนาการในสถานที่อันเร้นลับในมิดการ์ด โดยผูกตรึงไว้กับแผ่นหิน ด้วยลำไส้ของลูกชายคนหนึ่งของเขาเอง มีงูตัวหนึ่งถูกสาปตรึงไว้เหนือศีรษะ เพื่อคอยพ่นพิษใส่เขาตลอดไป





มรณกรรมของเทพบัลเดอร์ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของรักนาร็อค เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพแห่งแสงสว่าง ความดีงามและความจริง เมื่อไม่มีพระองค์ก็ไม่มีอะไรคานอำนาจความชั่วร้ายในมิดการ์ดได้

ผู้คนเริ่มฆ่ากันอย่างไร้เหตุผลและไร้เกียรติ สังคมมนุษย์เริ่มสับสนไปหมด พี่น้องสมสู่กันเอง แม้กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน หรือเพื่อนที่สาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันก็ยังทรยศและฆ่าฟันกัน แผ่นดินโลกเนืองนองไปด้วยเลือดอันเกิดจากมูลเหตุที่ไร้ค่าที่สุด ทุกหนทุกแห่งเกลื่อนกลาดด้วยซากศพและความน่าสยดสยอง ชวนสังเวชใจยิ่งนัก

หลังจากนั้น โลกมนุษย์ก็ตกอยู่ในฤดูหนาวอันทารุณต่อเนื่องกันถึงสามปี ไม่มีแสงอาทิตย์ ทุกหนทุกแห่งปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนอดอยาก ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง แม้แต่ผู้คนก็เปลี่ยนไปคล้ายสัตว์ มีแต่ความโหดร้ายป่าเถื่อน เมื่อสิ้นฤดูหนาว ความรักและความเมตตาก็หายไปจากมิดการ์ดตลอดกาล

ในที่สุด วันโลกาวินาศก็มาถึง สุนัขป่า 2 ตัวซึ่งนางยักษ์อังเกอร์โบดานำมาเลี้ยงไว้ และดำรงชีวิตจากการกินซากศพมนุษย์ที่ล้มตายลงทุกวัน บัดนี้เติบใหญ่ขึ้น มันทั้งสองอ้าปากมโหฬาร กินราชรถสุริยันและราชรถจันทรา ทั้งโลกตกอยู่ในความมืดมิดอย่างแท้จริง ไม่มีแม้แต่แสงดาวอีกต่อไป

และด้วยความมืดนั้นเอง พลังเวทมนต์ที่พันธนาการเหล่าอสูรทั้งหมดก็สลายสิ้น เฟนเรียร์หลุดออกจากโซ่วิเศษอย่างง่ายดาย โลคีหลุดออกจากคำสาปที่ตรึงเขามานานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ พญามังกรนี๊ดฮูกก์ (Nydhogg) ที่คอยกินศพมนุษย์อยู่ใต้ดินกัดรากแก้วของอี๊กก์ดราซีล จนพฤกษาโลกสั่นสะเทือนถึงยอด ไก่ที่เกาะอยู่บนยอดไม้ส่งเสียงขันเตือนภัยเหล่าเทพและมนุษย์ถึงจุดจบ ขานรับด้วยเสียงไก่สีแดงแห่งนรกภูมิที่ขันเรียกนายหญิงของมัน และเสียงไก่ กูลลินคัมบี (Gullinkambi) ที่เกาะอยู่เหนือหอวัลฮัลลา ซึ่งเสียงของมันดังไปทั่วแดนสวรรค์

เสียงแตร กีออลล์ (Giall) ของ เทพไฮม์ดัลล์ (Heimdall) ผู้พิทักษ์สวรรค์ดังกึกก้อง คณะเทพเอเซียร์และเหล่านักรบมาประชุมกันที่วัลฮัลลาเพื่อเตรียมการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ในไม่ช้าเหล่าดวงวิญญาณแห่งวีรชนก็เคลื่อนผ่านประตูทั้ง 540 บานของวัลฮัลลาบานละ 800 ตน ยกทัพข้ามสะพานบีฟรอสต์สู่ทุ่ง วีกริด (Vigrid)

พญางูโยร์มุนกันด์สำเหนียกถึงความเป็นไปทั้งหมด มันบิดตัวอย่างแรงจนเกิดมหาอุทกภัยถล่มชายฝั่งทะเลและเกาะทุกแห่งในโลก คลื่นยักษ์สูงเท่าภูเขาสาดซัดเอา เรือนากิลฟาร์ (Nagilfar) ที่แสนจะน่ากลัวขึ้นมาลอยละล่องเหนือผิวน้ำ มันเป็นเรือที่เกิดจากเล็บของคนตายซึ่งญาติๆ ลืมตัดให้ก่อนทำพิธีศพ





เมื่อเรือนากิลฟาร์เกยหาด โลคีก้าวลงไปและบังคับมันไปสู่ทุ่งวีกริด โยร์มุนกันด์และเฟนเรียร์บุตรของเขามาสมทบระหว่างทาง พญางูยักษ์พ่นพิษทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า และพญาสุนัขป่าก็กลืนกินทุกชีวิตที่พานพบ

เมื่อมาถึงทุ่งวีกริด โลคีได้พบกับเรืออีกลำที่แล่นมาจากโยทูนไฮม์ เรือลำนั้นบรรทุกเหล่ายักษ์ทั้งหมดมาจนเพียบแปล้ เมื่อเรือทั้งสองบรรจบกัน พญางูยักษ์ก็เคลื่อนตัวโอบกองกำลังแห่งวัลฮัลลาทั้งหมดพร้อมทั้งพ่นพิษอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกัน เฮล นางพญานรกก็ผุดขึ้นจากรอยแยกบนแผ่นดิน พร้อมด้วย การ์ม (Garm) สุนัขแห่งนรก และดวงวิญญาณชั่วร้ายทุกดวงจากนิฟเฟลไฮม์

ในไม่ช้า พญามังกรนี๊ดฮูกก์ซึ่งยังมีเศษรากแก้วของพฤกษาโลกคาปาก ก็โผบินสู่โลกเบื้องบนเป็นครั้งแรก ซากศพมนุษย์ที่มันเก็บไว้ใต้ปีกสำหรับเคี้ยวเล่นหล่นเป็นสายๆ ลงสู่พื้นโลกอย่างน่าสะอิดสะเอียนที่สุด





กองกำลังของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างนองเลือด คณะเทพเอเซียร์ ดวงวิญญาณของเหล่าวีรชน เหล่ายักษ์ และดวงวิญญาณบาปจากนรกที่เฮลพามา ต่างล้มตายเป็นใบไม้ร่วง จอมเทพโอดินเองก็ทรงต่อสู้กับพญาสุนัขป่าเฟนเรียร์อยู่นาน จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงอ่อนแรงลง และถูกมันสังหารด้วยขากรรไกรอันกว้างใหญ่ของมัน





มหาเทพธอร์เผชิญหน้ากับพญางูโยร์มุนกันด์ พระองค์ทรงใช้ฆ้อนวิเศษประหารงูยักษ์ได้ แต่ด้วยพิษของมันที่พ่นออกมาราวกับห่าฝนอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงพระดำเนินต่อไปได้อีกเพียง 9 ก้าวก็ล้มลงสิ้นพระชนม์

ทวยเทพ วีรชน ยักษ์และอสูรทั้งหลายต่างก็ต่อสู้จนล้มตายไปด้วยกัน ท้องทุ่งวีกริดเต็มไปด้วยซากศพอันน่าสยดสยอง จากนั้นพญายักษ์ เซิร์ท (Surt) ผู้สังหารมหาเทพเฟรย์ ก็แกว่งดาบอัคคีของมันเกิดเป็นเปลวเพลิงแผดเผาโลกทั้งเก้า ก่อนที่ผืนแผ่นดินทั้งหมดจะจมหายไปใต้มหาสมุทรอันเดือดพล่าน





          หลังจากวันมหาวิบัติรักนาร็อคผ่านพ้นไปแล้ว แผ่นดินก็ผุดขึ้นอีกครั้งจากท้องทะเล โลกใหม่นี้เต็มไปด้วยความสดชื่นเขียวขจี ธิดาแห่งสุริยเทวีองค์เดิมขับราชรถสุริยันขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง พฤกษาโลกแตกยอดอ่อนแทงทะลุพื้นดิน และในที่สุดก็แผ่กิ่งก้านสาขาดังที่เคยเป็นมา

มนุษย์ชายหญิงคู่เดียวที่รอดจากยุคโลกาวินาศ คือ ลีฟท์ (Lift)และ ลีฟท์ธราเซียร์ (Liftrasir) ซึ่งหนีเข้าไปแอบซ่อนอยู่ในโพรงของอี๊กก์ดราซีลก็ออกมา เพื่อสร้างพลเมืองให้แก่โลกเช่นกัน





          เหล่าเทพเจ้ามิได้สิ้นพระชนม์ทั้งหมด เทพวีดาร์ (Vidar) โอรสแห่งจอมเทพโอดิน ผู้สังหารเฟนเรียร์เป็นการแก้แค้นให้พระบิดาในช่วงแห่งกาลมหาวิบัติ ปรากฏพระองค์ขึ้นอีกครั้ง และทรงพบกับ เทพวาลี (Vali) เทพโมดี (Modi) และ เทพมักนี (Magni) ผู้ทรงคว้าฆ้อนวิเศษของมหาเทพธอร์มาได้ก่อนมหาอัคคีจะผลาญโลก แม้แต่เทพแห่งความดีงาม บัลเดอร์ รวมทั้งเทพบิดรโฮเนียร์ และเทพโฮเดอร์ก็ทรงฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้ง

          เทพทั้งเจ็ดองค์ประทับนั่งลงบนทุ่ง อีดา (Ida) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแดนสวรรค์อัสการ์ด ต่างก็ทรงระลึกถึงเกียรติยศและชื่อเสียงของบรรดาทวยเทพที่สิ้นพระชนม์ไป และทรงสร้างสรวงสวรรค์ขึ้นใหม่ ทรงสร้าง มหาปราสาทกีมลี (Gimli) ให้ใหญ่โตกว่ามหาปราสาทกลัดส์ไฮม์องค์เดิม

องค์เทพบัลเดอร์ ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว ทรงรับหน้าที่ปกครองสวรรค์และโลกมนุษย์ ด้วยพลังอำนาจแห่งความดีงามของพระองค์ ยังผลให้โลกใหม่เต็มไปด้วยสันติสุข ไม่มีการทำร้ายกัน ไม่มีความชั่วร้ายในจิตใจผู้คน ไม่มีความอดอยากแร้นแค้น หรือความเจ็บไข้ได้ป่วย

มันคือยุคทองที่มวลมนุษย์ใฝ่ฝันโดยแท้ละครับ...

ผู้สันทัดกรณี (ที่นับถือศาสนาคริสต์) เกี่ยวกับเทวปกรณ์สแกนดิเนเวีย ส่วนมากเห็นพ้องกันว่า โลกใหม่ที่ปกครองโดยจอมเทพบัลเดอร์ ก็คือโลกที่เราอยู่กันในปัจจุบันนี่แหละครับ และจอมเทพบัลเดอร์ ก็คือ พระเยซู ในความเชื่อของชาวนอร์สนั่นเอง

คงเป็นการยากนะครับที่จะสืบค้นว่า ความเห็นผิดเช่นนี้เริ่มต้นมาจากไหน

เพราะถ้าคิดตามหลักสามัญสำนึกง่ายๆ นะครับ จนกระทั่งสิ้นยุคไวกิ้งเมื่อพันปีมาแล้ว ชาวนอร์สยังคงบูชาคณะเทพเอเซียร์ ในฐานะที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่ และปรารถนาที่จะได้รับการคัดเลือกไปวัลฮัลลาหลังสิ้นชีวิต เพื่อเข้าร่วมรบกับเหล่าเทพในวันสิ้นโลก

แล้วถ้าหากว่า รักนาร็อค เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตกาล ก่อนที่จะเกิดโลกยุคของเรา สิ่งที่กล่าวมานี้ก็จะเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง จริงมั้ยครับ?

ถ้าจอมเทพบัลเดอร์ทรงเป็นผู้ปกครองโลกของเราในปัจจุบัน ชาวไวกิ้งก็ควรบูชาพระองค์ แทนที่จะเป็นจอมเทพโอดิน มิใช่หรือ?

เพราะฉะนั้น ในเมื่อข้อเท็จจริงก็คือ จอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา มหาเทพธอร์ และคณะเทพเอเซียร์ ยังคงได้รับการบูชาอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ และหลายๆ คนในยุคของเรายังคงปวารณาตัวว่า จะใช้ชีวิตอย่างมีค่าที่สุด เพื่อจะได้ไปสู่หอวีรชนวัลฮัลลา หลังจากความตายมาถึง วันมหาวิบัติโลกหรือรักนาร็อคจึงเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นครับ





และเมื่อเป็นเทพนิยาย ก็เป็นอันว่าไม่ต้องคาดหวังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามที่ผมบรรยายมาแล้วทุกตัวอักษร

เพราะต่อให้พื้นฐานมันเกิดจากญาณหยั่งรู้ หรือไม่ก็คำบอกเล่าจากองค์เทพเจ้า ผ่านผู้วิเศษบางคน มันก็ถูกต่อเติมเสริมแต่งด้วยจินตนาการมนุษย์เป็นอันมาก

และการสิ้นพระชนม์ของจอมเทพโอดิน รวมทั้งเทพเจ้าองค์สำคัญทั้งหมด โดยให้เทพรุ่นลูกหลานที่ไม่มีบทบาทมาก่อน ช่วยกันสร้างโลกใหม่แทน ดูยังไงๆ ก็ไม่มีเหตุผลรองรับครับ ไม่มีที่มาที่ไป


แต่ใครที่สนใจเทพนิยายนอร์ส ก็จำเป็นต้องรู้เรื่องเหล่านี้ครับ แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ตาม




……………………………



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด