Showing posts with label วัลฮัลลา. Show all posts
Showing posts with label วัลฮัลลา. Show all posts

Wednesday, August 14, 2019

มหาเทวีเฟรยา และ มหาเทวีอธีนา ที่ผมได้พบเห็น





เหตุปัจจัย ที่ทำให้ผมมีประสบการณ์ตรง กับองค์เทพของชบชาติต่างๆ อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนอร์ส ไอยคุปต์ อินเดีย จีน และไทย

ก็เพราะการทำพิธีเทวาภิเษกแต่ละครั้ง ผมจะต้องอัญเชิญองค์เทพต่างๆ มาในพิธี

และเป็นธรรมดา ที่จะได้สัมผัสรู้เห็น “กายทิพย์”  หรือ “ทิพยรูป” ขององค์เทพเหล่านั้น ทุกองค์

เพราะถ้าไม่เห็น ก็หมายความว่า องค์เทพมิได้เสด็จมาในพิธี เท่านั้นแหละครับ

การเทวาภิเษก หรือ การประจุมนต์เข้าสู่เทวรูปและเครื่องรางต่างๆ ก็จะไม่สมบูรณ์

ด้วยเหตุที่ว่า ในทุกๆ สายวิชาที่ผมได้สืบทอดมานั้น ตัวผู้ทำพิธีเองมิได้มีอำนาจ หรือคุณวิเศษอันใด แค่รู้วิธีที่จะอัญเชิญองค์เทพต่างๆ เท่านั้น

เทวรูปและเครื่องรางที่ผมทำพิธี จึงศักดิ์สิทธิ์ด้วยบารมีเทพ ไม่ใช่บารมีผม




แต่สำหรับ มหาเทวีเฟรยา (Freya) ประสบการณ์ตรงของผมที่ได้รับจากท่าน เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้เรียนรู้วิธีเทวาภิเษกเทวปฏิมาของท่านเสียอึก

นั่นคือ เกิดจากภาพวาดของท่าน ที่ทางสถาบันที่ผมศึกษาเทวศาสตร์อาซาทรู เขาแขวนอยู่ในห้องพิธีเกี่ยวกับนอร์ส

ภาพนั้นเขียนด้วยสีน้ำมัน เขาว่าเขียนขึ้นจากนิมิตของปรมาจารย์ทางเทวศาสตร์อาซาทรูท่านหนึ่ง

ฃึ่งพวกผมก็จะใช้รูปนั้นหัดทำสมาธิ กับท่านโดยตลอดครับ

จนครั้งแรก ที่ตัวผมเองได้นิมิตของท่าน เห็นทิพยรูปอย่างเกือบจะตรงกับในภาพ

ตอนนั้น ผมก็ยังไม่รู้อ:ะไรมาก เรื่องที่คาใจอยู่ มีแต่เรื่องของพวก วัลคีรีส์ (Vakyries) อันเป็นเหล่านางฟ้าสงครามในบังคับบัญชาของท่าน กับเรื่องของ วัลฮัลลา (Valhalla) ก็เลยถามท่านไปตามนั้น




ท่านให้คำตอบว่า

"วัลเเคียร์ส (ValKyrs : เป็นการออกเสียงแบบนอร์สโบราณ) คือ ผู้นำพา และปกป้องวิญญาณผ ที่จะไปวัลฮัลลา

ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือก วีรชนแต่ละคน ได้สังหารปฏิปักษ์มาแล้วมากต่อมาก

เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายพลีชีพ วิญญาณที่ตายเพราะถูกเขาฆ่าจะมารบกวน วัลเคียร์สย่อมถืออาวุธ เพื่อปกป้องพวกเขา"

และในกรณีของวัลฮัลลา

"เมื่อยังมีชีวิต มีปณิธานผูกพันกับเรื่องใด ตายแล้ว วิญญาณก็จะไปสู่ภพภูมิเดียวกับผู้มีปณิธานเช่นนั้น

วัลฮัลลา คือภพภูมิของวิญญาณวีรบุรุษทั้งหลาย เหมือนกับภพภูมิของกษัตริย์ นักบวช พ่อค้า คนดี คนชั่ว

ใครทำสิ่งใดเป็นนิจ ตายแล้วก็ไปอยู่กับพวกที่ประพฤติเหมือนกัน ในศาสนาของเธอก็เป็นเช่นนี้"

ครับ, นี่คือคำตอบ จากองค์นางพญาแห่งวัลคีรีส์ ที่ผมจำได้ขึ้นใจจนภึงทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน ในเวลาต่อมา เมื่อผมบูชาท่านร่วมกับ จอมเทพโอดิน และมหาเทพธอร์ ที่บ้าน 

ฃึ่งในหลายๆ โอกาส ท่านจะชี้แนะผมในเรื่องที่ผมคาใจเป็นพิเศษ ด้วยความตรงไปตรงมา ไม่ผิดอะไรกับตอนที่ได้พูดคุยกันครั้งแรก ดังที่เล่าไปแล้วนั่นแหละครับ

บางเรื่องที่ดูเหมือนจะธรรมดา ท่านก็ยังคงแนะนำผม ด้วยความเป็นกันเอง และออกจะร่าเริงมากด้วย

เช่นในพิธีบูชา ผมซึ่งเป็นคนไม่กินเหล้า (และครูบาอาจารย์ของผมก็บอกว่า นับถือเทพอาซาทรู ไม่ต้องถวายเหล้าก็ได้) ก็จะถวาย ชามะนาวผสมน้ำผึ้ง (ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในการหมัก Mead ในบางสูตร)

ในส่วนนี้ ภรรยาสุดน่ารักของผม ก็จะเป็นคนปรุงถวายครับ




มหาเทวีเฟรยา และมหาเทพธอร์ มักทรงวิจารณ์ ติชม ชามะนาวผสมน้ำผึ้ง ฝีมือภรรยาผม (ซึ่งไม่เคยชงได้รสเดียวกันสักครั้ง) ว่าอะไรหนักไป เบาไป เข้มไป อ่อนไป

มหาเทวีเฟรยา ท่านชอบให้รสออกหวานๆ เล็กน้อยครับ แต่โดยส่วนใหญ่ สำหรับท่านแล้ว ภรรยาของผมชงอย่างไร ท่านก็โปรด

เพราะท่านเป็นเทพนารี และไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน หรือเป็นแม่ครัว

ดังนั้น มาตรฐานเรื่องของกินของไหว้ของท่าน จึงยืดหยุ่นได้มากครับ

ส่วน มหาเทวีอธีนา (Athena/Αθήνα) นั้น ผมได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจจากท่าน ฃึ่งแตกต่างจากมหาเทวีเฟรยา อย่างที่เรียกได้ว่า หนังคนละม้วน

ทั้งๆ ที่มหาเทวีเฟรยา ท่านก็มีภาคดุ ในฐานะที่เป็นนางพญาแห่งวัลคีรีส์นะครับ

และไม่เหมือนกับเทพสายอื่นๆ ทีผมได้นิมิต หรือสัมผัสสายละหลายๆ องค์ จากการเทวาภิเษกด้วย




เพราะมหาเทวีอธีนา ทรงเป็นเทพในสายกรีก-โรมัน เพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่ผมมีประสบการณ์ตรงครับ

เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนที่ยังศึกษาเทวศาสตร์กรีก-โรมัน ผมมีโอกาสเรียนวิธีเทวาภิเษกเทวปฏิมาของท่านจริงๆ แค่องค์เดียว ก่อนที่อาจารย์จะหมดสัญญา และเดินทางกลับกรีซ

ในการหัดเทวาภิเษก ผมมีเพื่อนร่วมประสบการณ์เป็นชาวแอฟริกัน ฃึ่งศึกษาไสยศาสตร์ท้องถิ่นมาไม่น้อย (และล้วนเป็นศาสตร์ที่น่ากลัวมาก)

เมื่ออาจารย์ชาวกรีกบอกว่า มหาเทวีอธีนาเป็นเทพนารีที่เข้มงวด และ fierce เพื่อนแอฟริกันของผมจึงยังคงทำท่าสบายๆ ไม่กลัวอะไรเลย ขณะที่ผมเครียด

ถึงตอนทำพิธี ภาพนิมิดภาพแรกของมหาเทวีอธีนาปรากฏอย่างไม่ยากเย็นนัก ในลักษณะของเทวรูปแบบมาตรฐาน คือถือหอกและโล่




ผมเริ่มสติแตกครับบอกตรงๆ เพราะกระแสพลังท่านแรงมาก ภาพนิมิตของท่านที่ผมสัมผัสได้ ก็ชัดบ้าง เบลอบ้างเป็นระยะ ขณะที่เพื่อนผมเห็นชัดโดยตลอด

และในตอนที่ผมต้องว่าคาถาสะกดเมดูซา (Medusa/Μέδουσα) บนโล่ของท่าน โดยว่าตามอาจารย์ ผมได้ยินไม่ชัดเลยพูดผิด

เท่านั้นแหละครับ ท่านกระแทกโล่กับพื้น ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งห้อง

ยังไม่จบแค่นั้นครับ ถึงตอนอัญเชิญพระแสงหอก ผมว่าคาถาผิดอีก ท่านเลยพุ่งหอกใส่ผม แบบเฉียดไหล่ไปเส้นยาแดงผ่าแปด ไม่ใช่ท่านพลาดหรอกครับ แค่จะเตือนให้ผมตั้งใจกว่านั้น

ขณะที่เพื่อนแอฟริกันของผม ฃึ่งว่าคาถาไม่ผิดเลย กลับโดนหอกพุ่งเข้ากลางอก จนล้มทั้งยืน

ดีนะครับที่เป็นหอกนิมิต ไม่ใช่หอกจริง

แต่เขาก็ทำพิธีต่อไม่ได้ ต้องขอลากลับบ้าน อาจารย์วินิจฉัยว่าน่าจะเกิดจากเผลอคิดอะไรไม่ดีสักอย่าง

วันหลังเจ้าตัวจึงสารภาพว่า ตอนนั้นคิดขึ้นมาว่าเสกหอกเป็นแล้วจะเอาไปลองฆ่าศัตรู อาจารย์จึงบอกว่า มหาเทวีอธีนาเป็นเทพของพวกวีรบุรุษ สิ่งที่เพื่อนผมคิด ไม่ใช่หนทางของวีรบุรุษ




ตกลงวันนั้น ผมเลยต้องผจญภัยต่อไปคนเดียว ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ

เพราะตอนเสกเทวีแห่งชัยชนะ ไนกี (Nike) ผมพลาดอีก คราวนี้ รู้สึเหมือนโดนตบหน้า 1 ฉาด ด้วยพระหัตถ์เรียวงามในนิมิต แต่เจ็บจริง

แต่หลังจากนั้น อาจารย์ก็ให้ผมกับเพื่อนไปสอบซ่อม จนเทวาภิเษกได้สำเร็จแบบไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีกนะครับ แล้วตัวท่านเองถึงได้กลับกรีซไปอย่างโล่งอก

ดังนั้น ถ้าพูดถึงเทวศาสตร์กรีก-โรมัน ผมเลยชัวร์แค่พระแม่เจ้าองค์นี้องค์เดียว องค์อื่นถึงมีตำรา ผมก็ไม่อยากเอามาลองผิดๆ ถูกๆ

ครับ, นางพญาแห่งสงครามเหมือนกันทั้งสององค์ แต่องค์หนึ่งร่าเริง เป็นกันเอง ขณะที่อีกองค์ดุมาก ตีสอนแบบแรงๆ พระจริยาวัตรแตกต่างกันลิบลับ

ทั้งหมดที่เล่ามานึ้ ขอย้ำว่า เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่จะพึงมีพึงเกิดกับทุกคนได้ทั่วไป

อ่านแล้ว ก็วางใจให้เป็นกลางๆ ไว้อก่อนนะครับ

อย่าเพิ่งรีบเชื่อ อย่าด่วนปฏิเสธ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด



Saturday, November 28, 2015

ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส





ลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกนอร์สเผ่าต่างๆ ในสแกนดิเนเวีย มีศัพท์เรียกว่า อาซาทรู (Asatru) หรือ โอดินนิสม์ (Odinism)

ลัทธิศาสนาที่ว่านี้ นักศาสนศาสตร์รุ่นเก่ามักตัดสินว่าเป็นศาสนาที่ตายแล้ว คือไม่มีผู้นับถือครับ

แต่ปัจจุบันนี้กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและแคนาดา และกำลังมีความพยายามผลักดันให้เป็นศาสนาที่เป็นทางการ เช่นเดียวกับ ศาสนาดรูอิดส์ (Druids) ของพวกไอริชที่ได้รับการยอมรับไปแล้ว

ศาสนิกชนที่นับถืออาซาทรู เรียกกันว่า อาซาทรูเออร์ (Asatruer, Asatruar) หรือ โอดินนิสต์ (Odinnist)

ในทางศาสนศาสตร์ ย่อมถือว่าลัทธิศาสนาอาซาทรูเป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยมศาสนาหนึ่ง โดยบูชา จอมเทพโอดิน (Odin) เป็นเทพสูงสุด




จอมเทพองค์นี้ ผมกล่าวถึงแล้วหลายครั้ง เคยโพสต์บทความเกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยเฉพาะด้วย ไปหาอ่านกันดูนะครับ ท่านเป็นครูของศาสตร์แห่งรูนส์

เทพอื่นที่ได้รับการนับถือรองลงมา และมักได้รับการอัญเชิญในพิธีกรรมต่างๆ ร่วมกับจอมเทพโอดิน คือ มหาเทพเฟรย์ (Frey) เทพแห่งการกสิกรรม, มหาเทวีเฟรยา (Freya) เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และ มหาเทพธอร์ (Thor) เทพแห่งสายฟ้า

ทั้งสี่องค์นี้ได้รับการบูชาทั่วไปในวัฒนธรรมนอร์ส ซึ่งแม้จะต่างเผ่าต่างภาษากัน แต่ก็นับถือพระเป็นเจ้าองค์เดียวกัน เป็นแต่ออกพระนามต่างกันไปบ้างตามสำเนียงของแต่ละภาษา

นอกจากมหาเทพดังกล่าวมานี้ ยังมีเทพอื่นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมเรียกว่า เอเซียร์ (Aesir) และยังมีเทพลึกลับอยู่อีกวงศ์หนึ่ง เรียกว่า วาเนียร์ (Vanir)

ความแตกต่างระหว่างเทพทั้งสองวงศ์นี้ก็คือ คณะเทพเอเซียร์เป็นเทพแห่งแสงสว่างและการสงคราม ประทับอยู่ในแดนสวรรค์ที่เรียกกันว่า อัสการ์ด (Asgard :สำเนียงอังกฤษ-อเมริกันว่า แอสการ์ด, สเวนสคาว่า ออสกวร์ด) จัดเป็นเทพที่ใกล้ชิดมวลมนุษย์ที่สุด จึงมีเรื่องราวในเทวปกรณ์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของนักผจญภัยชาวนอร์สและนักรบไวกิ้ง




ขณะที่คณะเทพวาเนียร์นั้นเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ผู้ชำนาญการใช้เวทมนต์ ประทับอยู่ในโลกที่ลึกลับอีกโลกหนึ่ง เรียกว่า วานาไฮม์ (Vanaheim: สำเนียงสเวนสคาว่า วอนาเฮม) และไม่มีบทบาทมากนัก ยกเว้นบางองค์ที่เข้ามาประทับในอัสการ์ดร่วมกับคณะเทพเอเซียร์

เทพเจ้าต่างๆ ในลัทธิศาสนาอาซาทรูมีที่มาที่ไม่เหมือนกันหรอกครับ บางองค์มาจากเทพเจ้ารุ่นเก่าที่เคยมีอยู่แล้วในยุโรป บางองค์เป็นอีกภาคหนึ่งของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ บางองค์ได้รับมาจากเทววิทยากรีก-โรมัน หรือแม้แต่บางองค์ก็เกิดจากการสร้างสรรค์ของเหล่ากวีและนักขับลำนำ

เทพกลุ่มหลังสุดนี้ ยังไม่มีผู้สัมผัสทิพยภาวะได้มากพอที่จะเป็นข้อยุติ หรือเป็นมาตรฐานในทางเทววิทยา ดังนั้นแม้จะทรงมีบทบาทอยู่บ้างในเทพนิยาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าทรงมีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงความเชื่อเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะบางสำนักเท่านั้นครับ

แม้ว่า ลัทธิศาสนาอาซาทรูจะมีเทวปกรณ์เล่าเรื่องกำเนิดโลกและมนุษย์ โดยการสร้างสรรค์ของพระเป็นเจ้าสูงสุด เช่นเดียวกับศาสนาโบราณอื่นๆ แต่ทวยเทพนั้นไม่เป็นอมตะ แม้แต่จอมเทพโอดินผู้ทรงเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด ก็ทรงหยั่งรู้ในชะตากรรมของพระองค์ และเทพเจ้าทั้งหลาย รวมถึงสรรพสิ่งที่จะต้องถูกทำลายลงแทบทั้งหมดในวันโลกาวินาศ หรือ รักนาร็อค (Ragnarok)



         
หากก่อนจะถึงเวลานั้น พระองค์และปวงเทพก็ทรงเฝ้าถนอมโลกที่ทรงสร้างขึ้นมาอย่างดีที่สุด เพื่อว่าเมื่อถึงวันโลกาวินาศ จะได้มีเทพเจ้าและมนุษย์บางส่วนที่เหลือรอดไปสร้างโลกยุคใหม่ที่มีแต่ความสงบสุข เป็นยุคทองอันแท้จริงของมนุษย์ เช่นเดียวกับที่ชนชาติอื่นๆ ใฝ่ฝันร่วมกัน

เมื่อนับถือศาสนาที่เน้นสัจธรรมของความไม่จีรังยั่งยืน และการมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ควรทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อุดมคติของชาวนอร์สทั้งปวงจึงตั้งอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

คือการได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อจะได้ตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ และคนรุ่นหลังนำเรื่องของตนไปเล่าสืบต่อกันในฐานะวีรชน

ชาวนอร์สเชื่อว่า การตายอย่างมีเกียรติในการสงคราม หรือด้วยการทำหน้าที่อย่างดีที่สุดนี่ละครับ ยังจะทำให้จอมเทพโอดินทรงพิจารณาคัดเลือกดวงวิญญาณของพวกเขาขึ้นสวรรค์ ไปสู่ดินแดนซึ่งผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ไป เรียกว่า วัลฮัลลา (Valhalla) เพื่อรวมกันเป็นกองกำลังที่จะทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าเทพเจ้าในวันสิ้นโลก อันจักบังเกิดในอนาคตกาลพร้อมกับการมาถึงของกองทัพยักษ์ ซึ่งในลัทธิศาสนาอาซาทรูถือว่า เป็นพลังอำนาจอันชั่วร้ายที่จะมาทำลายสรรพสิ่งให้สูญสิ้นไป




ชีวิตในวัลฮัลลา คือสวรรค์ในอุดมคติของชาวนอร์ส แต่ละวัน เหล่านักรบผู้กล้าหาญจะต่อสู้กันด้วยดาบและอาวุธต่างๆ เพื่อเป็นการประลองฝีมือ ทุกบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้จะมลายหายไปสิ้นเมื่อตะวันตกดิน และผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจนถึงแก่ความตายจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ยามค่ำคืน นักรบทุกคนจะได้เข้าไปสังสรรค์กันในท้องพระโรงของวัลฮัลลา ซึ่งมีอาหารและสุราเลิศรสให้ดื่มกินอย่างไม่มีวันหมดสิ้น




อุดมคติเช่นนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวไวกิ้งแล่นเรือฝ่าคลื่นลม และความโหดร้ายของท้องทะเลที่ยากจะมีผู้ใดผ่านพ้น จนพิชิตบ้านเมืองต่างๆ สร้างความครั่นคร้ามไปทั่วยุโรปโดยไม่มีผู้ใดต้านทานได้เป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี

ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ยุคเสื่อมของไวกิ้งก็มาถึงพร้อมกับการที่พวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ และลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกเขานั่นเอง

องค์ประกอบอันสำคัญยิ่งของลัทธิศาสนาอาซาทรู จึงเป็นเทพนิยาย (Mythology) ซึ่งนิยมนำมาเล่าขานกันทั่วไปทุกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครอง กษัตริย์ ขุนนาง ซึ่งชื่นชอบคุณลักษณะแห่งความเป็นนักปราชญ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของจอมเทพโอดิน

ในขณะที่พวกผู้หญิงซึ่งใฝ่ฝันถึงความสวยงาม ความมีอิสระเสรีไม่อยู่ใต้อาณัติผู้ใดของมหาเทวีเฟรยา




ในอีกภาคส่วน เทพนิยายอันมีสีสันของมหาเทพธอร์ ผู้ทรงพลังยิ่งกว่าเทพองค์ใดในอัสการ์ด ก็ให้แรงบันดาลใจแก่นักรบและนักแสวงโชคไวกิ้ง ในการมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ตนไม่รู้จัก

ด้วยเหตุนี้ สังคมนอร์สจึงให้ความสำคัญกับคนที่มีความรู้ ซึ่งได้แก่เหล่ากวี นักขับลำนำ และปรัชญาเมธีเป็นอย่างมากครับ ถึงขนาดที่ว่ากวีที่มีไหวพริบเป็นเยี่ยม (ปฏิภาณกวี) จะได้รับการยกย่องเสมอด้วยนักดาบที่มีฝีมือสูงส่งทีเดียว

เพราะเหตุว่า คนเหล่านี้คือผู้จาริกไปในที่ต่างๆ ที่ชาวนอร์สบุกเบิกเข้าไป นำเทพนิยายต่างๆ ไปเล่าขาน ซึ่งแม้เหล่านักรบไวกิ้งผู้โหดเหี้ยมที่สุดก็พอใจที่จะได้ฟังในยามที่พวกเขาว่างเว้นจากการต่อสู้




นักเล่านิยายเหล่านี้ เป็นชาวนอร์สพวกเดียวเท่านั้นครับที่อ่านออกเขียนได้ และเมื่อนำเทพนิยายไปเล่าขานที่ใด ผู้ฟังก็มีความคาดหวังที่จะให้พวกเขาเป็นผู้นำชื่อเสียงและวีรกรรมของตนไปเล่าให้ผู้อื่นในที่ห่างไกลได้ฟังบ้างเช่นกัน

กวีและนักปราชญ์พเนจรชาวนอร์ส จึงเป็นผู้เก็บรักษาเทวปกรณ์และตำนานวีรบุรุษไว้ได้มาก และบ่อยครั้งที่พวกเขาจะรจนาเรื่องราวใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไป โดยดัดแปลงจากเทพนิยายกรีก-โรมัน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้สำคัญในสมัยเริ่มอารยธรรมนอร์ส

เทวปกรณ์อาซาทรู จึงมีเนื้อหาบางอย่าง และเทพเจ้าบางองค์คล้ายกับที่มีอยู่ในเทพนิยายกรีก-โรมันสอดแทรกอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่ส่วนสำคัญของคติความเชื่อทั้งหมดก็ตาม ตรงนี้ผู้ศึกษาเทววิทยาอาซาทรูจะสังเกตเห็นอยู่บ่อยๆ ครับ

สำหรับชาวนอร์สทั่วไปที่มิได้เป็นนักผจญภัยหรือนักแสวงโชค ก็มีความผูกพันกับเทพเจ้าในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน มีแม้กระทั่งการนับถือเทพประจำตระกูล ประจำสาขาอาชีพ และมีการประกอบพิธีกรรมในช่วงเวลาสำคัญของแต่ละปี โดยมีหลักเกณฑ์แน่นอนไม่แพ้ศาสนาเทวนิยมอื่นๆ