Showing posts with label เทียร์. Show all posts
Showing posts with label เทียร์. Show all posts

Wednesday, October 2, 2019

จตุรเทพแห่งอาซาทรู





นอกเหนือไปจาก จอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา และ มหาเทพธอร์ ซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วใน blog เดียวกันนี้

ก็ยังมีเทพองค์สำคัญอีก 4 องค์ ที่ชาวนอร์สบูชากันมาตั้งอต่ยุคไวกิ้ง และกลับมาได้รับความนิยมกันอีกครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ครับ

พระนามของเทพทั้งสี่ ผมเขียนแบบ Old Norse ไม่เหมือนกับในหนังสือ หรือสื่อทั่วไป

จะเป็นองค์ใดกันบ้าง ขอลำดับตามความนิยมดังนี้ครับ




มหาเทพเฟรย์ (Freyr)

เทพแห่งแสงอาทิตย์ และอากาศอันอบอุ่น

โอรสของ เทพบดีเยิร์ท (Njörd) กับ เทวีเนียร์ธุส (Nerthus) แห่งวานาไฮม์ (Vanaheim)

และทรงเป็นพระเชษฐาของ มหาเทวีเฟรยา (Freya)

เทพบดีเยิร์ท ทรงเป็นเทพแห่งฤดูร้อนและสายลม ในขณะเดียวกับที่ทรงเป็นจ้าวสมุทรที่ชาวไวกิ้งนับถือกันมาก

ส่วนเทวีเนียร์ธุส ทรงเป็นเทพมารดรผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง ซึ่งทรงได้รับการบูชาอย่างมากมายในบรรดาชนเผ่าต่างๆ แห่ง เกาะฟรีเซียน (Frisian) เรื่อยไปจนถึงพวกสลาฟ และกลุ่มชนอีกหลายเผ่าในยุโรปตะวันออก

มหาเทพเฟรย์ ในความเป็นจริงก็ทรงได้รับความนิยมบูชามากมายเช่นกันครับ โดยเฉพาะในหมู่ชาวนอร์สที่เป็นเกษตรกร หรือดำรงชีพเป็นไพร่บ้านพลเมืองตามปกติ มิได้ออกเรือไปแสวงโชคอย่างพวกไวกิ้ง

ความนิยมในการบูชาพระองค์นั้น มากจนถึงเคยเป็นหนึ่งใน triad ของพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับจอมเทพโอดิน และมหาเทพธอร์เลยทีเดียวละครับ

ส่วนในเทวปกรณ์ ก็ทรงได้รับสิทธิ์ให้มีที่นั่งใน เทวสภาแห่งกลัดส์ไฮม์ (Gladsheim) ทรงปกครองดินแดนของพวกเอลฟ์ หรือ อัลฟ์ไฮม์ (Alfheim) ผมว่าสาวก Lord of the Ring คงคุ้นๆ กับชื่อนี้แน่นอน

มหาเทพเฟรย์ ทรงเป็นพระเชษฐาที่ดีของมหาเทวีเฟรยา เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับพระขนิษฐา พระองค์จะทรงห่วงใยเสมอ




ภาพ Illustration ของทั้งสองพระองค์ จึงเป็นที่ชื่นชอบกันมากในปัจจุบัน อาซาทรูเออร์ยุคใหม่ถือว่า เป็นสื่อของของทั้งพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ และภราดรภาพระหว่างพี่น้องเลลยทีเดียว

ทั้งสององค์ทรงเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์เหมือนกัน และก็ทรงมีสัตว์มงคลเป็น หมูป่า เหมือนกันด้วยนะครับ

แต่... กูลลินเบอร์สตี (Gullinbursti) พญาหมูป่าของมหาเทพเฟรย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์

ในขณะที่ ฮิลดีสวีนี (Hilðisvini) พญาหมูป่าของมหาเทวีเฟรยา เป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม

เหตุผลก็คือ แม้เทพนิยายจะกล่าวว่า ทั้งสององค์เป็นเทพวาเนียร์เหมือนกัน แต่ความจริง น่าจะมาจากคนละลัทธิกันครับ

มหาเทพเฟรย์ น่าจะมีลัทธิเดิมเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ในขณะที่มหาเทวีเฟรยา มีลัทธิเดิมที่บูชาพระนางทั้งในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ และการรบทัพจับศึก ซึ่งก็จะต้องเป็นลัทธิที่ "ใหญ่" กว่ามหาเทพเฟรย์ด้วย

เมื่อมาอยู่ในอัสการ์ด พระนางจึงได้รับการแต่งตั้งเป็น นางพญาแห่งวัลคีรีส์ มีบทบาทเสมอจอมเทพโอดิน ในการคัดเลือกดวงวิญญาณผู้กล้าจากสมรภูมิ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวนอร์สให้ความสำคัญที่สุดมาตั้งแต่ยุคแรกๆ

ขณะที่มหาเทพเฟรย์ มิได้รับเกียรติถึงเพียงนั้นครับ

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์ตามปกรณ์โหราศาสตร์ ดาวศุกร์เป็นคู่มิตรกับดาวอังคาร มหาเทวีเฟรยาคือดาวศุกร์ และสงครามคือดาวอังคาร

ส่วนหมูป่านั้น เป็นสัตว์ที่มีทั้งพละกำลัง และความดุร้าย จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และสงคราม

เทพนิยาย ไม่ใช่สิ่งอันควรเชื่อหรอกครับ แต่ควรศึกษา เพราะมีเบื้องหลัง มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น

และคนโบราณ สามารถทำให้ "ลงตัว" ได้ ทั้งในแง่เทวศาสตร์ เทพนิยาย และโหราศาสตร์ครับ

นอกจากมี พญาหมูป่าแห่งความอุดมสมบูรณ์ อยู่เคียงข้างแล้ว ประติมานวิทยาของมหาเทพเฟรย์ ก็ยังจะต้องทรงถือดาบวิเศษ ที่มีอานุภาพยิ่งกว่าดาบชนิดใดๆ ในโลกทั้งเก้า เรียกกันว่า ดาบประกายแสง

ในเทพนิยาย เล่าว่าพระองค์ทรงยกดาบเล่มนี้ให้พระสหาย ชื่อ สเคียร์เนียร์ (Skirnir) เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเป็นพ่อสื่อเจรจากับยักษิณีที่พระองค์หลงรัก

ผลก็คือ เมื่อถึงวันสิ้นโลก พระองค์ไม่มีอาวุธที่ดีพอจะต่อกรกับ เซิร์ท (Surt) อสูรอัคคี จนถูกมันสังหาร

แล้วสุดท้าย เจ้ายักษ์นั่นก็เผาทั้งโลกด้วยไฟ เผาตัวมันเองตามไปด้วย

เรื่องเล่าเช่นนี้ ก็เล่ากันไปอย่างหนึ่ง หากแต่ในความเป็นจริง เทพเจ้าไม่มีการตายหรอกครับ

จริงๆ แล้วก็คือ เมื่อถึงยุคโลกาวินาศ “ลัทธิศาสนา” ของจอมเทพโอดิน และของเทพทุกองค์ในโลกนี้จะสูญสิ้นไป แต่พระองค์และเทพเหล่านั้น มิได้สูญสิ้นไปด้วย แล้วหลังจากนั้น พระองค์จะกลับมาใหม่




ดาบประกายแสง ที่เทพนิายบอกว่ามหาเทพเฟรย์ ฃทรงยกให้เพื่อน เอาเข้าจริงก็เป็นประติมานวิทยาของพระองค์ ที่ขาดไม่ได้เลยครับ

หรือพูดง่ายๆ คือ ชาวนอร์สที่บูชาพระองค์ ยังคงบูชาเทวรูปของพระองค์ที่ถือดาบประกายแสงมาตลอด

เครื่องรางของพระองค์ ก็เป็นดาบประกายแสง ดังที่ผมโพสต์ไว้ใน http://runesdivinator.blogspot.com/2018/06/blog-post.html

แสดงว่า ที่จริงแล้ว พระองค์ไม่ได้ยกให้ใครไป ด้วยความหลงผู้หญิงจนขาดสติ ตามความคิดของขี้เมาไวกิ้ง ที่ชื่นชอบเรื่องแบบนี้ไงล่ะครับ




มหาเทพเทียร์ (Týr)

เทพแห่งสงคราม ความกล้าหาญ เกียรติยศ ชัยชนะ กฎระเบียบ และพลัง

มีความสับสนในเรื่องพระบิดามารดาของมหาเทพเทียร์ ในบทกวี Hymiskviða กล่าวว่า บิดาของพระองค์คือ พญายักษ์ฮีเมียร์ (Hymir) ซึ่งมีนิวาสสถานอยู่ทางตะวันออกของ ธารน้ำแข็งเอลีวาการ์ (Élivágar)

ก็คือ พญายักษ์จอมหัวแข็ง ที่ผมเล่าไว้ในหนังสือ อติเทวปกรณ์ และใน Facebook ว่าออกไปตกปลากับมหาเทพธอร์ จนไปเจอพญางูแห่งมิดการ์ดนั่นละครับ

ส่วนมารดาของพระองค์ เป็นยักษิณีผู้งดงามและอ่อนหวาน แต่ไม่ปรากฎชื่อ ซึ่งก็มีตำราอื่นกล่าวว่า อสุรีผู้นี้เป็นบุตรสาวของฮีเมียร์ซะอีก

มหาเทพเทียร์ทรงเป็นผู้พิทักษ์สวรรค์ครับ ทรงมีเกียรติยศสูงสุด ในบรรดาเทพเอเซียร์ทั้งปวง เพราะทรงเสียสละพระหัตถ์ เพื่อความปลอดภัยของทวยเทพและมนุษย์

เรื่องของเรื่องก็คือ วันหนึ่ง จอมเทพโอดินทรงค้นพบว่า เทพอสูรโลคี (Loki) ลักลอบสมสู่กับ นางยักษ์ อังเกอร์โบดา (Angrboda) และมีลูกด้วยกัน 3 ตน ซึ่งล้วนแต่เป็นจอมอสูรที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้

บุตรอสูรทั้งสามตนนั้น คือ พญางูโยร์มุนกันด์ (Jormungand), จอมอสุรีครึ่งมนุษย์ครึ่งศพ เฮล (Hel) และ พญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ (Fenrir)

จอมเทพโอดินทรงแก้ปัญหา ด้วยการขว้างพญางูโยร์มุนกันด์ลงไปในมหาสมุทรแห่งมิดการ์ด ส่งจอมอสุรีเฮลไปครองแดนนรก

ส่วนเฟนเรียร์นั้น ตอนแรกทรงเลี้ยงไว้ครับ เพราะทรงชอบสุนัขป่า

แต่ภายหลัง มันก็เติบโตขึ้นเป็นสุนัขป่ายักษ์ มีความดุร้าย และพละกำลังอันมหาศาล จนไม่มีสิ่งใดควบคุมมันได้

จนเหล่าเทพต้องให้คนแคระทำโซ่วิเศษขึ้นมา เพื่อจับมันไปพันธนาการไว้ในที่ห่างไกลจากโลกทั้งหมด




ในการพันธนาการเฟนเรียร์ มหาเทพเทียร์ ต้องเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งของพระองค์ใส่ปากให้มันงับไว้ เพื่อเทพองค์อื่นๆ จะได้พันธนาการมันได้

และในท้ายที่สุด พระองค์ก็ต้องสูญเสียพระหัตถ์ข้างนั้นไป

พระองค์จึงทรงได้รับการยกย่อง เป็นวีรบุรุษ จากเหคุการณ์นี้แหละครับ

และอักษรรูนส์ Teiwaz ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระองค์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และต้องยอมสละสิ่งที่มีค่าเป็นการแลกเปลี่ยน

การที่มหาเทพเทียร์ทรงมีลักษณะพิการเช่นนี้ นักศาสนศาสตร์สันนิษฐานกันว่า อาจมิใช่เป็นเพียง "เทพนิยาย" ไปซะทั้งหมดครับ

นั่นคือ น่าจะเป็นภาพลักษณ์ ที่คนในยุคสมัยที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ จดจำกันได้ และเล่าขานกันทั่วไป

เมื่อมีการบูชาสืบต่อกันมา จึงกลายเป็น Iconography หรือจะเรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์” ของพระองค์ก็ว่าได้

มหาเทพเทียร์องค์จริง อาจจะมาจากผู้นำชนเผ่านอร์ส เผ่าใดเผ่าหนึ่ง ที่อาจจะสูญเสียพระหัตถ์ไปในการสงครามครั้งสำคัญ ซึ่งมีผลอย่างยิ่ง กับความอยู่รอดของชนเผ่าที่ทรงปกครองก็ได้นะครับ

ภายหลัง รายละเอียดในเรื่องนี้หายไป เมื่อมีการรวมเรื่องของเฟนเรียร์ เข้าในเทวปกรณ์นอร์ส เพื่อจะเล่าเรื่องวันโลกาวินาศ จึงเอาเรื่องของมหาเทพเทียร์เข้ามารวมกัน

ซึ่งเท่ากับอธิบายได้ด้วย ว่าทำไมจึงมีพระหัตถ์ข้างเดียว และยังรักษาความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ ในแง่ของ “วีรบุรุษ” ได้ด้วย

และประติมากรรม ของมหาเทพเทียร์ ที่มีพระหัตถ์ข้างเดียว จึงยังคงเป็นเทวรูป ที่พระองค์ทรงยอมรับมาเป็นพันปีแล้ว ให้เทวาภิเษกเป็นสื่อของพระองค์ได้ครับ

แต่ถ้าเป็นประติมากรรมของมหาเทพเทียร์ ที่กำลังถูกเฟนเรียร์กัด แม้จะสวยงามมาก แต่ก็จะส่งผลที่ไม่ดีในทางฮวงจุ้ย




ในทางเทวศาสตร์ ก็ปรากฏว่า ประติมากรรมเช่นนั้น ไม่ส่งผลที่ดีในการบูชาเช่นกันครับ

เพราะว่า ถึงแม้จะยังคงสื่อเรื่องราวแห่งความกล้าหาญของพระองค์

แต่...ในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องจริงของพระองค์ มันก็คือ “ประติมานวิทยาปลอม” หรือ “ประติมานวิทยาที่ล้มเหลว

ต่อให้คนส่วนมาก พากันไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรื่องจริง องค์เทพก็ไม่ทรงยอมรับหรอกครับ ในเมื่อถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่เรื่องจริง

ผลสำเร็จใดๆ ในทางเทวศาสตร์ ย่อมเกิดจากการที่เข้ากันได้ อย่างเหมาะสม ลงตัว ระหว่างทิพยภาวะอันแท้จริงองค์เทพ กับความศรัทธาของมนุษย์ครับ

ถ้าเมื่อไหร่ ที่ยอมให้สิ่งที่ไม่เป็นความจริง เข้าครอบงำศรัทธา จนไม่มีใครคิดจะค้นหาความจริงกันอีกต่อไป

เทวศาสตร์นั้นจะล้มเหลวในที่สุด จนไม่สามารถก้าวผ่านกาลเวลาได้ครับ

มหาเทพเทียร์ ทรงมีอีกพระนามว่า ทิว (Tiw) ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า Tuesday ในภาษาอังกฤษนั่นเอง




วิสุทธิเทพบัลเดอร์ (Baldur)

เทพแห่งความดีงาม ดุลยภาพ แสงสว่าง และสัจธรรม
         
โอรสแห่งจอมเทพโอดิน ซึ่งทรงมีพระรูปงดงาม พระเกศาสีทอง และพระเนตรสีฟ้า เหมือนพระเทวีฟริกกาผู้ทรงเป็นพระมารดา

และพระองค์ก็ทรงเป็นเทพที่ได้รับความเคารพรักมากที่สุดในอัสการ์ด และมิดการ์ดด้วยครับ

ต่างกับ เทพโฮเดอร์ (Hodur) พระเชษฐา ซึ่งมีพระเกศาสีดำ พระพักตร์เศร้าหมอง พระเนตรบอดสนิททั้งสองข้าง และแทบไม่มีใครแยแส

แต่ทว่า ตามตำนานเทพยุโรปเหนือ คนที่อิจฉาพระองค์ที่สุดนั้น กลับกลายเป็น โลคี ครับ

เพราะพระองค์ทรงเป็น และทรงมีทุกสิ่งที่โลคีอยากเป็น และอยากมีอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

พระองค์จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่โลคีสาบานว่า จะต้องหาทางกลั่นแกล้ง หรือเล่นงานให้สาแก่ใจ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่เคยทรงให้ร้ายใดๆ กับเขาเลยก็ตาม

แต่เทพบัลเดอร์ก็ไม่เหมือนกับมหาเทพธอร์ และมหาเทวีเฟรยา ที่ทรงมีจุดอ่อนให้โลคีหาทางกลั่นแกล้งได้ พระองค์แทบจะเรียกได้ว่า perfect ครับ

แม้ว่าโลคีจะพยายามเพียรหาช่องทาง ที่จะเล่นงานพระองค์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยพบช่องทางที่ว่านั้น

จนกระทั่ง ถึงวันที่บุตรอสูรทั้งสามของเขาถูกจอมเทพโอดินเนรเทศไปครองนรกภูมิ ขว้างพ้นแดนสวรรค์ไปสู่ท้องทะเลแห่งมิดการ์ด และพันธขาการไว้ในที่ห่างไกลที่สุด ดังที่ผมเล่าแล้งในเรื่องของมหาเทพเทียร์นั่นแหละครับ

เหตุการณ์นี้ ทำให้ความอดทนของโลคีจบสิ้นลง เขาตัดสินใจแก้แค้นโดยพุ่งเป้าไปที่เทพบัลเดอร์ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย

และด้วยความแค้นฝังหุ่นนี่แหละครับ โลคีก็พบช่องทางเข้าจนได้

คือเทพบัลเดอร์นั้น ทรงได้รับคำสัญญาจากทุกสิ่งในโลกว่า จะไม่ทำร้ายพระองค์

เหล่าเทพแห่งอัสการ์ด จึงสนุกกับการใช้พระองค์เป็นเป้าซ้อมอาวุธ และพระองค์ก็ทรงสนุกด้วยกับการละเล่นบ้าบออย่างนั้น เพราะเหตุว่า ไม่มีอาวุธใดสามารถทำอันตรายพระองค์ได้ไงครับ

แต่โลคีล่วงรู้ว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มิได้สัญญาเช่นนั้น

นั่นก็คือ ต้นมิสเทิลโท (Mistletoe : ไม้จำพวกกาฝากชนิดหนึ่ง)

เขาจึงนำกิ่งของมันมาเสี้ยมให้แหลม ทำเป็นปลายหอก และนำไปให้เทพโฮเดอร์ ลองพุ่งเข้าใส่พระอนุชาของพระองค์

องค์เทพแห่งความดีงาม เมื่อต้องปลายหอกนั้นก็สิ้นพระชนม์




ตามความประสงค์ของโลคี ผู้ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่คิดจะทำความชั่วนั้น ย่อมแสวงหาหนทางที่จะทำชั่วได้สำเร็จเสมอ

และสามารถทำเรื่องชั่วที่ใหญ่โต สร้างความเสียหายมากมายเพียงใดก็ได้ ขอแค่ให้ได้สนองความต้องการของตนเองเท่านั้น

ความโศกเศร้าสุดที่จะพรรณนาครอบคลุมไปทั่วอัสการ์ด แต่ก็ยังมีความหวังเล็กน้อยครับ

จอมอสุรี เฮล นางพญานรกสัญญาว่า จะคืนชีวิตแก่องค์เทพบัลเดอร์ ถ้าหากทุกสิ่งในโลกร้องไห้เพื่อพระองค์

และแทบทุกสิ่ง ก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ครับ

เว้นแต่โลคี ซึ่งแปลงตัวเป็นหญิงชราคนหนึ่ง และปฏิเสธที่จะร้องไห้

ในที่สุด อัสการ์ดต้องสูญเสียทั้งเทพแห่งความดีงาม และ เทวีนันนา (Nanna) ชายาผู้อ่อนหวานของพระองค์ ซึ่งตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์ไปด้วยกัน

ความผิดของโลคีครั้งนี้ไม่อาจได้รับการอภัย เขาถูกจับไปพันธนาการในสถานที่อันเร้นลับในมิดการ์ด โดยผูกตรึงไว้กับแผ่นหิน มีงูตัวหนึ่งถูกสาปตรึงไว้เหนือศีรษะ เพื่อคอยพ่นพิษใส่เขาตลอดไป

มรณกรรมของเทพบัลเดอร์ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของวันโลกาวินาศ หรือ รักนาร็อค (Ragnarok)

เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพแห่งแสงสว่าง ความดีงาม และความจริง เมื่อไม่มีพระองค์ ก็ไม่มีอะไรคานอำนาจความชั่วร้ายในมิดการ์ดได้อีกต่อไป

ยุคสมัยของความดีงาม เกียรติ และศักดิ์ศรี ได้จบสิ้นไปเพราะเหตุนี้ครับ

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการถกเถียงกัน ทั้งในหมู่นักเทววิทยายุโรปเหนือ และชาวอาซาทรูเออร์ว่า...

ที่จริงแล้ว ในยุคของพวกเรานี้ เป็นช่วงเวลาที่เทพบัลเดอร์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเรากำลังนับถอยหลังไปสู่วันโลกาวินาศ ใช่หรือไม่?

หลายคนเชื่อกันอย่างนั้นครับ

ในขณะที่ยังมีอีกมาก ที่เชื่อว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรักนาร็อค คือ การพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคต แต่ยังไม่เกิดในปัจจุบัน รวมทั้งการสิ้นพระชนม์ของเทพบัลเดอร์ด้วย

และ---ก็อย่างที่ผมเขียนไปแล้ว ในเรื่องของมหาเทพเฟรย์ ว่าในความเป็นจริง เทพเจ้าไม่มีการตายครับ




ดังมี่พวกนอร์ส ยังคงบูชาพระองค์เมื่อพันปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่โอดินนิสต์จำนวนมาก ยังคงปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้

การบูชาเทพเจ้าที่ “ตายไปแล้ว” ไม่มีชนชาติไหนเขาทำกันหรอกครับ

ดังนั้น สำหรับชาวนอร์ส ผู้รู้จักเทววิทยาของตนดีที่สุด องค์เทพบัลเดอร์ก็ยังอยู่

แต่ความดีงาม ดุลยภาพ และความจริง ย่อมจะต้องเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เพื่อนำมวลมนุษย์ไปสู่จุดจบ อยู่ดี

ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์เทพแห่งความดีงามองค์ไหน ก็ไม่สามารถขัดขวางได้ เพราะมนุษย์เป็นคนเลือกเองครับ

และในคำพยากรณ์ของชาวนอร์ส เกี่ยวแก่วันมหาวิบัติโลก ก็กล่าวไว้ด้วยว่า ภายหลังการทำลายล้างสรรพสิ่ง เทพและมนุษย์ส่วนหนึ่งยังคงเหลือรอด และช่วยกันสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่

โดยมีองค์วิสุทธิเทพบัลเดอร์ เสด็จกลับมาปกครองครับ




เทพอสุรีสคาดี (Skaði)

เทวีแห่งภูเขา ฤดูหนาว และการล่าสัตว์

ธิดาของ พญายักษ์ธีอาสซี (Thiassi)

บิดาของพระนาง แปลงร่างเป็นพญาอินทรีไปขโมยหม้อต้มซุปเนื้อของจอมเทพโอดิน และพระอนุชา ในระหว่างท่องเที่ยวในมิดการ์ด

โลคีซึ่งติดไปกับหม้อต้มซุปเนื้อนั้น ถูกพญายักษ์ขู่จะเอาชีวิต จึงช่วยวางแผนลักพา เทวีอีดูนา (Iduna) ชายาของ ดุริยเทพบรากี (Bragi) เป็นเหตุให้พญายักษ์ถูกสังหารในที่สุด

สคาดีจึงเดินทางไปอัสการ์ดเพื่อแก้แค้น แต่เมื่อจอมเทพโอดินทรงเห็นว่าพระนางเป็นยักษ์ที่ดี จึงทรงรับเป็นสมาชิกในอัสการ์ด

ขณะนั้น ในแดนสวรรค์มีเทพอยู่หลายองค์ ที่ยังไม่ทรงมีพระชายา หนึ่งในนั้นก็คือ เทพบดีเยิร์ท พระบิดาของมหาเทพเฟรย์ กับมหาเทวีเฟรยา

ซึ่งแม้จะเสกสมรสมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังทรงอยู่ในวานาไฮม์ กับเทวีเนียร์ธูส แต่ชายาของพระองค์ก็ไม่อาจติดตามพระสวามีเข้าไปประทับในอัสการ์ดได้ครับ

เหตุผลสำคัญก็คือ พระนางทรงเป็นพระขนิษฐาของพระองค์ และการสมรสระหว่างพี่น้องกัน เป็นธรรมเนียมที่คณะเทพเอเซียร์ไม่ยอมรับเป็นอันขาด

ดังนั้น เทพบดีเยิร์ทจึงต้องทรงมีพระชายาองค์ใหม่ในอัสการ์ด

ขณะที่สคาดี ก็แอบหมายปองเทพบัลเดอร์ ผู้ทรงมีพระรูปงดงามที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งปวง

ดังนั้น เมื่อจอมเทพโอดินจัดพิธีเลือกคู่ให้สคาดี โดยการให้เทพบุตรทุกองค์ไปยืนอยู่หลังม่าน โผล่ให้เห็นแต่พระบาทเท่านั้น พระนางก็ทรงเลือกเทพบดีเยิร์ท ผู้ทรงมีพระบาทที่งามที่สุด ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นเทพบัลเดอร์

ด้วยเหตุนั้น แม้สคาดีจะได้เปลี่ยนฐานะ จากอสุรีเป็นเทพ พระนางก็ไม่พอพระทัย และไม่ประทับอยู่ในอัสการ์ดกับพระสวามี จะทรงท่องเที่ยวล่าสัตว์ และประทับค้างแรมในป่าแห่งมิดการ์ดโดยตลอด




และเพราะหเหตุนั้น พระนางจึงทรงเป็นเทพอสุรีที่ชาวนอร์สให้ความเคารพนับถือมากครับ

เล่ากันว่า ในฤดูหนาวอันโหดร้ายทารุณของดินแดนยุโรปเหนือ ใครก็ตามที่หลงทางในป่า แล้วได้เห็นพระนางทรงท่องเที่ยวล่าสัตว์อยู่

ก็เป็นอันว่า โชคดี เพราะแสดงว่า จะค้นพบเส้นทางกลับบ้านในอีกไม่นาน หรือกำลังจะมีคนไปช่วยเหลือ

แต่พระนางก็ทรงมีภาคร้าย เป็นเทวีแห่งการแก้แค้น และมนต์ดำ ซึ่งก็มีบางสายวิชาที่นับถือพระนางในฐานะนี้มาจนถึงปัจจุบันครับ

การที่ทรงเป็นเทวีแห่งการล่าสัตว์ มีภาคดุร้ายที่เกี่ยวข้องกับมนต์ดำ แถมยังมักมีการกล่าวถึงพระนางวา มีหมาล่าเนื้อ หรือหมาป่าคอยติดตาม ทำให้มีนักเทววิทยาส่วนหนึ่งคิดว่า พระนางทรงเป็นองค์เดียวกับ จันทรเทวีอาร์เตมีส (Artemis/Άρτεμις) ของกรีก

ปัญหาก็คือ แม้ว่าเทวีอาร์เตมีสนั้นจะทรงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่นับจากยุคเทพนิยาย ก็ไม่มีใครได้เห็นพระนางเลย

ขณะที่เทพอสุรีสคาดี มีรายงานการพบเห็นต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ครับ

ขนาดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีทหารที่กำลังลาดตระเวนในป่า ได้เห็นพระนางอยู่ไกลๆ พอตามไปถึงจุดที่พระนางเพิ่งหายไปไม่นาน ปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยว่าเคยมีใครอยู่ตรงบริเวณนั้น

ส่วนหมาล่าเนื้อนั้น ใครเข้าป่าล่าสัตว์ก็ต้องมีเหมือนๆ กันทั่วโลก จะเอามายืนยันอะไรไม่ได้หรอกครับ

แล้วในความเหมือน ก็ยังมีความแตกต่างอย่างสำคัญ

จันทรเทวีอาร์เตมีสนั้นทรงรังเกียจผู้ชาย ขณะที่เทพอสุรีสคาดีไม่มีปัญหานี้ แค่ว่าถ้าไม่ใช่ชายที่ทรงต้องการ ก็ไม่สนใจชายอื่นอีกเท่านั้น

จันทรเทวีอาร์เตมีสทรงมีบริวารเป็นนางไม้ ขณะที่เทพอสุรีสคาดีไปไหนมาไหนเพียงองค์เดียว

การได้พบเห็นจันทรเทวีอาร์เตมีสในป่า อาจหมายถึงชะตาขาด ดังมีเรื่องเล่าของพรานหนุ่มที่บังเอิญไปเห็นพระนางกำลังสรงน้ำ จึงถูกสาปให้เป็นกวาง และถูกหมาล่าเนื้อของเขาเองฉีกทึ้งร่างจนตายอย่างสยดสยอง

ขณะที่การพบเห็นเทพอสุรีสคาดีในป่าเช่นกัน คือข่าวดีดังกล่าวแล้วครับ

ในแง่ของกลุ่มคนที่นิยมในองค์จันทรเทวีอาร์เตมีสอย่างแท้จริง มักจะเป็นพวกเฟมินิสต์ ขณะที่เทพอสุรีสคาดี ทรงเป็นขวัญใจของทั้งชายและหญิงที่ชิบชีวิตอิสระ รักการท่องเที่ยว

การบูชา หรือใช้เครื่องรางของพระนาง ยังมีผลในทางไสยศาสตร์ ขณะที่จันทรเทวีอาร์เตมีส...ไม่




ช่วงเวลาที่ผมกำลังเขียน blog นี้ ประติมากรรมที่สวยงามของเทพอสุรีสคาดี มีการผลิตออกสู่ท้องตลาดแล้วไม่น้อยกว่า 2 รูปแบบ มากยิ่งกว่ามหาเทพเฟรบ์ และวิสุทธิเทพบัลเดอร์ ทั้งยังมีแบบระบายสี เช่นเดียวกับที่ทำกันมาก่อนแล้วกับจอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา และมหาเทพธอร์

แสดงให้เห็นถึงความนิยมในเทพอสุรีองค์นี้ ที่มากมายจริงๆ ครับ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


Friday, July 8, 2016

มหาเทพกับอักษรรูนส์


ในบรรดาอักษรรูนส์ทั้งหมดนั้น มีอักษรที่สัมพันธ์กับคณะเทพของอาซาทรูอยู่หลายตัวครับ

แต่ที่มี ศักดิ์ สูงสุด มีอยู่ 5 ตัว คืออักษรที่สัมพันธ์กับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 5 องค์ ได้แก่ จอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา มหาเทพธอร์ มหาเทพเฟรย์ และมหาเทพเทียร์




อักขระทั้ง 5 ซึ่งมีศักดิ์สูงสุดนี้ หมายความว่า พลังอำนาจของมันจะมีผลกระทบต่ออักขระอื่น ที่เสี่ยงทายออกมา แล้วมาอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงกันนะครับ

เช่นในระดับพื้นฐานที่สุด ถ้าอักขระทั้ง 5 นี้ ปรากฏอยู่ข้างเคียงอักขระที่บ่งบอกถึงสิ่งเลวร้าย เช่น Nyd อัตราความยากลำบาก หรืออุปสรรคที่จะเกิดขึ้นจะลดลง และครอบคลุมระยะเวลาที่น้อยกว่าเมื่อ Nyd นั้นปรากฏร่วมกับอักษรรูนส์อื่นๆ

นั่นคือ เทวานุภาพขององค์เทพ ที่สถิตในอักษรรูนส์ทั้ง 5 นี้ มีพลังที่ช่วยลดทอนความเลวร้ายของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงได้นะครับ ในการใช้รูนส์แต่ละครั้ง จะต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย

นอกจากนั้น เมื่ออักษรรูนส์ทั้ง 5 นี้ ปรากฏในตำแหน่งที่เป็นคำแนะนำ หรือบทสรุป ก็จะเป็นการสื่อว่า ความสำเร็จใดๆ ที่จะเกิดขึ้น จะต้องใช้คุณสมบัติขององค์เทพเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งก็คือความหมายของอักขณะเหล่านี้ ตามที่ผมเคยบรรยายไปแล้วนั่นเอง

ในทำนองเดียวกัน การผ่อนปรนหรือถ่ายถอนความล้มเหลว หรือหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็ต้องใช้คุณสมบัติขององค์เทพเหล่านี้เช่นกัน

และถ้าอักษรรูนส์ทั้ง 5 นี้ ปรากฏในลักษณะกลับหัว ในส่วนสำคัญของการพยากรณ์ คือ พื้นฐานของปัญหา, สภาพปัจจุบันของผู้รับการทำนาย และ คำตอบ ก็ทำใจได้เลยว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นหนักหนาสาหัสมากครับ เป็นโชคร้ายอย่างแท้จริง

ซึ่งถึงแม้รูนส์จะให้คำแนะนำในท้ายที่สุด ว่าควรทำอย่างไรกับปัญหานั้น แต่ถ้าอักขระที่เป็นคำแนะนำ มีศักดิ์น้อยกว่าอักขระเทพทั้ง 5 นี้ คำแนะนำนั้นก็มีผลเพียงช่วยให้เราเจ็บตัวน้อยลง ไม่ใช่ถึงกับผ่อนหนักเป็นเบานะครับ

ถ้าคำแนะนำเป็นอักษรรูนส์ทั้ง 5 นี้ ในลักษณะตั้งตรง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมากมายแค่ไหนก็มีหนทางผ่อนหนักเป็นเบาแน่นอน ถ้าผู้รับการทำนายทำตามคำแนะนำนั้น

ต่อไปนี้ มาดูกันทีละตัวอักษรนะครับ




จอมเทพโอดิน อักษรที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์โดยตรง คืออักษร A มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า อันเซอร์ (Ansur) หรือ อันซุซ (Ansuz) ภาษานอร์สโบราณเรียกว่า ออสส์ (Ass) ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า บรรพชน สายลม หรือลมหายใจก็ได้

คำนี้เป็นรากศัพท์ของคำว่า Asgard ซึ่งภาษานอร์สโบราณออกเสียงว่า ออสการ์ด และภาษาสวีเดนหรือสเวนสคาออกเสียงว่า ออสกวร์ด นั่นเอง




เมื่อมีการนำอักษรรูนส์มาประดิษฐ์เป็นไพ่พยากรณ์ เช่นเดียวกับไพ่ทาโรต์ หน้าไพ่ประจำอักขระ A จึงมักบรรยายถึงจอมเทพโอดินโดยตรง เช่นไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes ของ โธมัส เฟอเมล (Thomas Vömel) อันเป็นไพ่รูนส์สำรับที่ดีที่สุดในขณะนี้




โธมัสไม่เพียงแต่จะใช้รูปจอมเทพโอดินในหน้าไพ่ประจำอักขระดังกล่าวเท่านั้น ยังใช้ในอักขระ E (Ehwaz) และ D (Dagaz) อีกทั้งยังใช้เป็นภาพหน้ากล่องของไพ่ทั้งสำรับด้วย นับว่าเป็นไพ่ที่น่ามีไว้ครอบครอง สำหรับผู้ศึกษาเรื่องของจอมเทพโอดินและรูนส์ทุกคน แนะนำด้วยความจริงใจอย่างยิ่งครับ




มหาเทวีเฟรยา ทรงมีอักษรรูนส์ที่เกี่ยวข้องกับพระนาง คืออักษร B มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า เบออร์ค (Beorc) หรือ เบอร์คานา (Berkana) ภาษานอร์สโบราณเรียกว่า บยาร์คาน (Bjarkan) ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความสวยงาม การบำบัด ความสุขทางกามารมณ์ หญิงที่สวยงามหรือแสนดีคนหนึ่ง และเรื่องของผู้หญิง

สำหรับไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes มิได้ใช้รูปภาพของมหาเทวีเฟรยากับหน้าไพ่ประจำอักขระ B แต่กลับใช้กับหน้าไพ่ประจำอักขระ C หรือ Z คือ อัลกีซ (Algiz) แทน ในลักษณะของนางพญาแห่งวัลคีรีส์ที่เปลือยเปล่า ประทับบนหลังกวางใหญ่ 




ภาพนี้มีผู้กล่าวว่า หมายถึงนางฟ้าวัลคีรีส์องค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าดูจากความหมายของอักขระ ที่หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพศหญิง ที่มีพลังในการปกป้องคุ้มครองอย่างสูง รวมทั้งลักษณะที่เปลือยกาย ก็สื่อถึงเรื่องกามารมณ์ด้วย ก็ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หน้าไพ่ดังกล่าวจงใจสื่อถึงมหาเทวีเฟรยา มากกว่าพวกวัลคีรีส์ทั่วไป ซึ่งไม่มีภาพลักษณ์ในด้านของการปกป้องคุ้มครอง และเรื่องเซ็กซ์





สำหรับอักษรรูนส์ที่เกี่ยวข้องกับ มหาเทพธอร์ โดยตรง คืออักษร Th มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า ธอร์น (Thorn) หรือ ธูริซาซ (Thurisaz) ภาษานอร์สโบราณเรียกว่า เธิร์ส (Thurs) หมายถึง พลังอันแสดงออกอย่างไร้การควบคุม ความเอาแต่ใจตนเอง ความเกรี้ยวกราด และกิเลสตัณหา

แม้ว่าความหมายของอักขระนี้โดยภาพรวมเป็นเรื่องร้ายมากกว่าดี แต่มันก็เป็นอักขระที่ทรงอานุภาพเสมอในการปกป้องคุ้มครอง และเป็นหนึ่งในยันต์สำหรับใช้ทำลายสิ่งชั่วร้ายด้วยครับ




ในไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes ได้ใช้รูปของมหาเทพธอร์ในไพ่ประจำอักขระ Th และอักขระ R (Raido) แสดงให้เห็นว่าเป็นอักษรรูนส์ที่สัมพันธ์กับมหาเทพองค์นี้




การทำหน้าไพ่ R เป็นรูปมหาเทพธอร์เช่นนี้ ทำให้ไพ่ดังกล่าวมีศักดิ์สูงกว่าไพ่อื่นๆ ในสำรับเดียวกัน จนเกือบจะทัดเทียมกับไพ่ Th เช่นเดียวกับ E และ D ที่มีรูปภาพของจอมเทพโอดิน และมีศักดิ์ หรือ พลัง เกือบจะทัดเทียมกับไพ่ประจำอักขระ A

ในขณะที่ไพ่ประจำองค์เทวีเฟรยาคือ B มีศักดิ์เหนือกว่าไพ่ใบอื่นไม่มากนัก เพราะไม่มีรูปลักษณ์ของพระนางดังกล่าวแล้ว แต่พระนางกลับปรากฏในไพ่ประจำอักขระ C แทน

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes มีหน้าไพ่ที่มีศักดิ์สูงทั้งที่เหมือนและแตกต่างกับอักษรรูนส์โดยทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พยากรณ์ด้วยไพ่ดังกล่าวจะต้องจดจำให้ได้นะครับ




มหาเทพเฟรย์ (Frey) เป็นเทพแห่งแสงอาทิตย์และอากาศอันอบอุ่น ทรงเป็นพระเชษฐาของมหาเทวีเฟรยา เป็นเทพวงศ์เดียวกันคือวงศ์ วาเนียร์ (Vanir) ทรงปกครองดินแดนของพวกเอลฟ์หรือ อัลฟ์เฮม (Alfheim) พระองค์ทรงมีเทพอาวุธซึ่งมีอานุภาพมาก คือ ดาบประกายแสง

ทรงเป็นมหาเทพอีกองค์หนึ่งที่ได้รับความนิยมบูชากันมากทั่วไป ในหมู่ชาวนาและผู้เลี้ยงสัตว์ชาวนอร์สครับ ถึงกับบางสมัย ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 3 พระเป็นเจ้าสูงสุดของอาซาทรู เทียบเคียงกับจอมเทพโอดิน และมหาเทพธอร์เลยทีเดียว

อักษรรูนส์ที่เกี่ยวข้องกับมหาเทพเฟรย์ คือ อักษร F มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า เฟโอห์ (Feoh) หรือ เฟฮู (Fehu) หมายถึงแก้วแหวนเงินทอง สิ่งของมีค่า เงินตรา การได้ครอบครองทรัพย์สินเลอค่า ความมั่งคั่งร่ำรวย อยู่ดีกินดี ความเพียบพร้อม ความอุดมสมบูรณ์ และสื่อถึงการลงแรงและความทุ่มเทเพื่อให้มีฐานะที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes ไม่มีหน้าไพ่ที่มีรูปภาพของพระองค์ครับ




มหาเทพเทียร์ (Tyr) ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม และความกล้าหาญ ตามเทวตำนานพระองค์ทรงเสียสละตนเอง ด้วยการยอมให้ พญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ (Fenrir) กัดมือข้างหนึ่ง เพื่อจะพันธนาการมันเอาไว้ไม่ให้ออกมาทำร้ายมวลมนุษย์ จนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก

ผลคือ พระองค์ต้องสูญเสียมือข้างนั้นไป แต่ได้รับการยกย่องและจดจำในฐานะวีรบุรุษ และทรงเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ตามทรรศนะของชาวไวกิ้ง

อักขระที่สัมพันธ์กับมหาเทพเทียร์ คือ อักษร T มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า เทียร์ (Tyr) หรือ เทห์วาซ (Teiwaz) หมายถึง สงคราม ความยุติธรรม กฎระเบียบ ข้อบัญญัติต่างๆ คดีความ การเป็นผู้นำ การควบคุมฝูงชน การแข่งขัน การตัดสินใจ การต่อสู้ การกีฬา




การปรากฎของอักขระนี้ จึงสื่อความหมายว่า จะต้องเหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว จะต้องยอมสูญเสีย เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้ได้รับชัยชนะ หรือจะหมายถึงการบูชายัญก็ได้ ดังที่ในไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes สื่อถึงเทพองค์นี้ในลักษณะกึ่งนามธรรม ท่ามกลางสงครามที่กำลังต่อสู้กันอย่างสยดสยอง

สรุปคือ ในอักขระรูนส์โดยทั่วไป อักษรเทพที่มีศักดิ์สูงมีเพียง 5 ตัว คือ  A, B, F, T และ Th

ส่วนในไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes หน้าไพ่ที่มีศักดิ์สูงมีถึง 7 ใบ คือ  A, C, D, E, R, T และ Th

ส่วนไพ่ B และ F นั้น นับว่ามีศักดิ์รองลงมา แต่ก็ยังสูงกว่าหน้าไพ่ใบอื่น เพราะตัวอักษรประจำหน้าไพ่เกี่ยวของกับเทพเจ้ามาแต่เดิม พลังในแง่บวกของไพ่ B และ F นี้ จึงถึงแม้ว่าจะไม่จัดจ้านเท่าไพ่ที่มีศักดิ์สูงกว่า แต่ก็ช่วยลดทอนพลังด้านลบของหน้าไพ่ใบอื่นได้ระดับหนึ่งครับ

ส่วนไพ่รูนส์สำรับอื่นๆ ถ้าหากว่าหน้าไพ่ระบุองค์เทพโดยตรง ก็ต้องถือว่าเป็นหน้าไพ่ที่มีศักดิ์สูงกว่าไพ่ใบอื่นในสำรับเดียวกันครับ ในการพยากรณ์ก็ใช้หลักเดียวกันนี้ได้ เว้นแต่คนทำหน้าไพ่เขาจะระบุตายตัวมาเลยว่า ในการ cast หรือวางไพ่แต่ละใบในแต่ละรูปแบบนั้น ให้แยกกันตีความ ไม่มีการเชื่อมโยงกัน

สิ่งที่ผมบอกไปแล้วทั้งหมดนี้ จึงใช้กับไพ่รูนส์ได้หลายๆ สำรับ บางสำรับก็ใช้ไม่ได้ ขณะที่ไพ่ Tarot จะนับไพ่ที่มีศักดิ์สูง (Major Arcana) เป็นมาตรฐานไว้ 22 ใบ ทุกสำรับอยู่แล้ว ผู้ทำนายไม่จำเป็นต้องปรับตัวไปตามไพ่สำรับที่ใช้




ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ เป็น trick ที่ใช้ทั้งอักษรรูนส์ และ ไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes รวมทั้งยังใช้ได้กับไพ่รูนส์สำรับอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่มีใครเผยแพร่มาก่อน ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือในต่างประเทศ เป็นลิขสิทธิ์ของผมนะครับ ใครเอาไปเผยแพร่ กรุณาให้เครดิตด้วย 

ไม่อย่างนั้น เอาไปบอกต่อๆ กันแบบมักง่าย แล้วคนที่ทำตามจะไม่ได้ผลอะไรเลยนะครับ เพราะถ้าไม่ให้เครดิตคนที่นำมาเผยแพร่คนแรก ก็เท่ากับเป็นความรู้ที่ขโมยเขามา จอมเทพโอดินทรงรังเกียจนักละครับ พวกมักง่ายขโมยปัญญาชาวบ้านเขาอย่างนี้


แล้วท่านเป็นปรมาจารย์แห่งรูนส์ เอาวิชาท่านไปใช้อย่างไม่ถูกต้องแล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร ก็คิดกันเองนะครับ ย้ำอีกที ว่าอาถรรพณ์แห่งรูนส์ เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครแก้ไขได้นะครับ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด