Showing posts with label เฟรย์. Show all posts
Showing posts with label เฟรย์. Show all posts

Wednesday, October 2, 2019

จตุรเทพแห่งอาซาทรู





นอกเหนือไปจาก จอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา และ มหาเทพธอร์ ซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วใน blog เดียวกันนี้

ก็ยังมีเทพองค์สำคัญอีก 4 องค์ ที่ชาวนอร์สบูชากันมาตั้งอต่ยุคไวกิ้ง และกลับมาได้รับความนิยมกันอีกครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ครับ

พระนามของเทพทั้งสี่ ผมเขียนแบบ Old Norse ไม่เหมือนกับในหนังสือ หรือสื่อทั่วไป

จะเป็นองค์ใดกันบ้าง ขอลำดับตามความนิยมดังนี้ครับ




มหาเทพเฟรย์ (Freyr)

เทพแห่งแสงอาทิตย์ และอากาศอันอบอุ่น

โอรสของ เทพบดีเยิร์ท (Njörd) กับ เทวีเนียร์ธุส (Nerthus) แห่งวานาไฮม์ (Vanaheim)

และทรงเป็นพระเชษฐาของ มหาเทวีเฟรยา (Freya)

เทพบดีเยิร์ท ทรงเป็นเทพแห่งฤดูร้อนและสายลม ในขณะเดียวกับที่ทรงเป็นจ้าวสมุทรที่ชาวไวกิ้งนับถือกันมาก

ส่วนเทวีเนียร์ธุส ทรงเป็นเทพมารดรผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง ซึ่งทรงได้รับการบูชาอย่างมากมายในบรรดาชนเผ่าต่างๆ แห่ง เกาะฟรีเซียน (Frisian) เรื่อยไปจนถึงพวกสลาฟ และกลุ่มชนอีกหลายเผ่าในยุโรปตะวันออก

มหาเทพเฟรย์ ในความเป็นจริงก็ทรงได้รับความนิยมบูชามากมายเช่นกันครับ โดยเฉพาะในหมู่ชาวนอร์สที่เป็นเกษตรกร หรือดำรงชีพเป็นไพร่บ้านพลเมืองตามปกติ มิได้ออกเรือไปแสวงโชคอย่างพวกไวกิ้ง

ความนิยมในการบูชาพระองค์นั้น มากจนถึงเคยเป็นหนึ่งใน triad ของพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับจอมเทพโอดิน และมหาเทพธอร์เลยทีเดียวละครับ

ส่วนในเทวปกรณ์ ก็ทรงได้รับสิทธิ์ให้มีที่นั่งใน เทวสภาแห่งกลัดส์ไฮม์ (Gladsheim) ทรงปกครองดินแดนของพวกเอลฟ์ หรือ อัลฟ์ไฮม์ (Alfheim) ผมว่าสาวก Lord of the Ring คงคุ้นๆ กับชื่อนี้แน่นอน

มหาเทพเฟรย์ ทรงเป็นพระเชษฐาที่ดีของมหาเทวีเฟรยา เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับพระขนิษฐา พระองค์จะทรงห่วงใยเสมอ




ภาพ Illustration ของทั้งสองพระองค์ จึงเป็นที่ชื่นชอบกันมากในปัจจุบัน อาซาทรูเออร์ยุคใหม่ถือว่า เป็นสื่อของของทั้งพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ และภราดรภาพระหว่างพี่น้องเลลยทีเดียว

ทั้งสององค์ทรงเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์เหมือนกัน และก็ทรงมีสัตว์มงคลเป็น หมูป่า เหมือนกันด้วยนะครับ

แต่... กูลลินเบอร์สตี (Gullinbursti) พญาหมูป่าของมหาเทพเฟรย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์

ในขณะที่ ฮิลดีสวีนี (Hilðisvini) พญาหมูป่าของมหาเทวีเฟรยา เป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม

เหตุผลก็คือ แม้เทพนิยายจะกล่าวว่า ทั้งสององค์เป็นเทพวาเนียร์เหมือนกัน แต่ความจริง น่าจะมาจากคนละลัทธิกันครับ

มหาเทพเฟรย์ น่าจะมีลัทธิเดิมเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ในขณะที่มหาเทวีเฟรยา มีลัทธิเดิมที่บูชาพระนางทั้งในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ และการรบทัพจับศึก ซึ่งก็จะต้องเป็นลัทธิที่ "ใหญ่" กว่ามหาเทพเฟรย์ด้วย

เมื่อมาอยู่ในอัสการ์ด พระนางจึงได้รับการแต่งตั้งเป็น นางพญาแห่งวัลคีรีส์ มีบทบาทเสมอจอมเทพโอดิน ในการคัดเลือกดวงวิญญาณผู้กล้าจากสมรภูมิ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวนอร์สให้ความสำคัญที่สุดมาตั้งแต่ยุคแรกๆ

ขณะที่มหาเทพเฟรย์ มิได้รับเกียรติถึงเพียงนั้นครับ

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์ตามปกรณ์โหราศาสตร์ ดาวศุกร์เป็นคู่มิตรกับดาวอังคาร มหาเทวีเฟรยาคือดาวศุกร์ และสงครามคือดาวอังคาร

ส่วนหมูป่านั้น เป็นสัตว์ที่มีทั้งพละกำลัง และความดุร้าย จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และสงคราม

เทพนิยาย ไม่ใช่สิ่งอันควรเชื่อหรอกครับ แต่ควรศึกษา เพราะมีเบื้องหลัง มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น

และคนโบราณ สามารถทำให้ "ลงตัว" ได้ ทั้งในแง่เทวศาสตร์ เทพนิยาย และโหราศาสตร์ครับ

นอกจากมี พญาหมูป่าแห่งความอุดมสมบูรณ์ อยู่เคียงข้างแล้ว ประติมานวิทยาของมหาเทพเฟรย์ ก็ยังจะต้องทรงถือดาบวิเศษ ที่มีอานุภาพยิ่งกว่าดาบชนิดใดๆ ในโลกทั้งเก้า เรียกกันว่า ดาบประกายแสง

ในเทพนิยาย เล่าว่าพระองค์ทรงยกดาบเล่มนี้ให้พระสหาย ชื่อ สเคียร์เนียร์ (Skirnir) เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเป็นพ่อสื่อเจรจากับยักษิณีที่พระองค์หลงรัก

ผลก็คือ เมื่อถึงวันสิ้นโลก พระองค์ไม่มีอาวุธที่ดีพอจะต่อกรกับ เซิร์ท (Surt) อสูรอัคคี จนถูกมันสังหาร

แล้วสุดท้าย เจ้ายักษ์นั่นก็เผาทั้งโลกด้วยไฟ เผาตัวมันเองตามไปด้วย

เรื่องเล่าเช่นนี้ ก็เล่ากันไปอย่างหนึ่ง หากแต่ในความเป็นจริง เทพเจ้าไม่มีการตายหรอกครับ

จริงๆ แล้วก็คือ เมื่อถึงยุคโลกาวินาศ “ลัทธิศาสนา” ของจอมเทพโอดิน และของเทพทุกองค์ในโลกนี้จะสูญสิ้นไป แต่พระองค์และเทพเหล่านั้น มิได้สูญสิ้นไปด้วย แล้วหลังจากนั้น พระองค์จะกลับมาใหม่




ดาบประกายแสง ที่เทพนิายบอกว่ามหาเทพเฟรย์ ฃทรงยกให้เพื่อน เอาเข้าจริงก็เป็นประติมานวิทยาของพระองค์ ที่ขาดไม่ได้เลยครับ

หรือพูดง่ายๆ คือ ชาวนอร์สที่บูชาพระองค์ ยังคงบูชาเทวรูปของพระองค์ที่ถือดาบประกายแสงมาตลอด

เครื่องรางของพระองค์ ก็เป็นดาบประกายแสง ดังที่ผมโพสต์ไว้ใน http://runesdivinator.blogspot.com/2018/06/blog-post.html

แสดงว่า ที่จริงแล้ว พระองค์ไม่ได้ยกให้ใครไป ด้วยความหลงผู้หญิงจนขาดสติ ตามความคิดของขี้เมาไวกิ้ง ที่ชื่นชอบเรื่องแบบนี้ไงล่ะครับ




มหาเทพเทียร์ (Týr)

เทพแห่งสงคราม ความกล้าหาญ เกียรติยศ ชัยชนะ กฎระเบียบ และพลัง

มีความสับสนในเรื่องพระบิดามารดาของมหาเทพเทียร์ ในบทกวี Hymiskviða กล่าวว่า บิดาของพระองค์คือ พญายักษ์ฮีเมียร์ (Hymir) ซึ่งมีนิวาสสถานอยู่ทางตะวันออกของ ธารน้ำแข็งเอลีวาการ์ (Élivágar)

ก็คือ พญายักษ์จอมหัวแข็ง ที่ผมเล่าไว้ในหนังสือ อติเทวปกรณ์ และใน Facebook ว่าออกไปตกปลากับมหาเทพธอร์ จนไปเจอพญางูแห่งมิดการ์ดนั่นละครับ

ส่วนมารดาของพระองค์ เป็นยักษิณีผู้งดงามและอ่อนหวาน แต่ไม่ปรากฎชื่อ ซึ่งก็มีตำราอื่นกล่าวว่า อสุรีผู้นี้เป็นบุตรสาวของฮีเมียร์ซะอีก

มหาเทพเทียร์ทรงเป็นผู้พิทักษ์สวรรค์ครับ ทรงมีเกียรติยศสูงสุด ในบรรดาเทพเอเซียร์ทั้งปวง เพราะทรงเสียสละพระหัตถ์ เพื่อความปลอดภัยของทวยเทพและมนุษย์

เรื่องของเรื่องก็คือ วันหนึ่ง จอมเทพโอดินทรงค้นพบว่า เทพอสูรโลคี (Loki) ลักลอบสมสู่กับ นางยักษ์ อังเกอร์โบดา (Angrboda) และมีลูกด้วยกัน 3 ตน ซึ่งล้วนแต่เป็นจอมอสูรที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้

บุตรอสูรทั้งสามตนนั้น คือ พญางูโยร์มุนกันด์ (Jormungand), จอมอสุรีครึ่งมนุษย์ครึ่งศพ เฮล (Hel) และ พญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ (Fenrir)

จอมเทพโอดินทรงแก้ปัญหา ด้วยการขว้างพญางูโยร์มุนกันด์ลงไปในมหาสมุทรแห่งมิดการ์ด ส่งจอมอสุรีเฮลไปครองแดนนรก

ส่วนเฟนเรียร์นั้น ตอนแรกทรงเลี้ยงไว้ครับ เพราะทรงชอบสุนัขป่า

แต่ภายหลัง มันก็เติบโตขึ้นเป็นสุนัขป่ายักษ์ มีความดุร้าย และพละกำลังอันมหาศาล จนไม่มีสิ่งใดควบคุมมันได้

จนเหล่าเทพต้องให้คนแคระทำโซ่วิเศษขึ้นมา เพื่อจับมันไปพันธนาการไว้ในที่ห่างไกลจากโลกทั้งหมด




ในการพันธนาการเฟนเรียร์ มหาเทพเทียร์ ต้องเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งของพระองค์ใส่ปากให้มันงับไว้ เพื่อเทพองค์อื่นๆ จะได้พันธนาการมันได้

และในท้ายที่สุด พระองค์ก็ต้องสูญเสียพระหัตถ์ข้างนั้นไป

พระองค์จึงทรงได้รับการยกย่อง เป็นวีรบุรุษ จากเหคุการณ์นี้แหละครับ

และอักษรรูนส์ Teiwaz ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระองค์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และต้องยอมสละสิ่งที่มีค่าเป็นการแลกเปลี่ยน

การที่มหาเทพเทียร์ทรงมีลักษณะพิการเช่นนี้ นักศาสนศาสตร์สันนิษฐานกันว่า อาจมิใช่เป็นเพียง "เทพนิยาย" ไปซะทั้งหมดครับ

นั่นคือ น่าจะเป็นภาพลักษณ์ ที่คนในยุคสมัยที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ จดจำกันได้ และเล่าขานกันทั่วไป

เมื่อมีการบูชาสืบต่อกันมา จึงกลายเป็น Iconography หรือจะเรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์” ของพระองค์ก็ว่าได้

มหาเทพเทียร์องค์จริง อาจจะมาจากผู้นำชนเผ่านอร์ส เผ่าใดเผ่าหนึ่ง ที่อาจจะสูญเสียพระหัตถ์ไปในการสงครามครั้งสำคัญ ซึ่งมีผลอย่างยิ่ง กับความอยู่รอดของชนเผ่าที่ทรงปกครองก็ได้นะครับ

ภายหลัง รายละเอียดในเรื่องนี้หายไป เมื่อมีการรวมเรื่องของเฟนเรียร์ เข้าในเทวปกรณ์นอร์ส เพื่อจะเล่าเรื่องวันโลกาวินาศ จึงเอาเรื่องของมหาเทพเทียร์เข้ามารวมกัน

ซึ่งเท่ากับอธิบายได้ด้วย ว่าทำไมจึงมีพระหัตถ์ข้างเดียว และยังรักษาความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ ในแง่ของ “วีรบุรุษ” ได้ด้วย

และประติมากรรม ของมหาเทพเทียร์ ที่มีพระหัตถ์ข้างเดียว จึงยังคงเป็นเทวรูป ที่พระองค์ทรงยอมรับมาเป็นพันปีแล้ว ให้เทวาภิเษกเป็นสื่อของพระองค์ได้ครับ

แต่ถ้าเป็นประติมากรรมของมหาเทพเทียร์ ที่กำลังถูกเฟนเรียร์กัด แม้จะสวยงามมาก แต่ก็จะส่งผลที่ไม่ดีในทางฮวงจุ้ย




ในทางเทวศาสตร์ ก็ปรากฏว่า ประติมากรรมเช่นนั้น ไม่ส่งผลที่ดีในการบูชาเช่นกันครับ

เพราะว่า ถึงแม้จะยังคงสื่อเรื่องราวแห่งความกล้าหาญของพระองค์

แต่...ในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องจริงของพระองค์ มันก็คือ “ประติมานวิทยาปลอม” หรือ “ประติมานวิทยาที่ล้มเหลว”

ต่อให้คนส่วนมาก พากันไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรื่องจริง องค์เทพก็ไม่ทรงยอมรับหรอกครับ ในเมื่อถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่เรื่องจริง

ผลสำเร็จใดๆ ในทางเทวศาสตร์ ย่อมเกิดจากการที่เข้ากันได้ อย่างเหมาะสม ลงตัว ระหว่างทิพยภาวะอันแท้จริงองค์เทพ กับความศรัทธาของมนุษย์ครับ

ถ้าเมื่อไหร่ ที่ยอมให้สิ่งที่ไม่เป็นความจริง เข้าครอบงำศรัทธา จนไม่มีใครคิดจะค้นหาความจริงกันอีกต่อไป

เทวศาสตร์นั้นจะล้มเหลวในที่สุด จนไม่สามารถก้าวผ่านกาลเวลาได้ครับ

มหาเทพเทียร์ ทรงมีอีกพระนามว่า ทิว (Tiw) ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า Tuesday ในภาษาอังกฤษนั่นเอง




วิสุทธิเทพบัลเดอร์ (Baldur)

เทพแห่งความดีงาม ดุลยภาพ แสงสว่าง และสัจธรรม
         
โอรสแห่งจอมเทพโอดิน ซึ่งทรงมีพระรูปงดงาม พระเกศาสีทอง และพระเนตรสีฟ้า เหมือนพระเทวีฟริกกาผู้ทรงเป็นพระมารดา

และพระองค์ก็ทรงเป็นเทพที่ได้รับความเคารพรักมากที่สุดในอัสการ์ด และมิดการ์ดด้วยครับ

ต่างกับ เทพโฮเดอร์ (Hodur) พระเชษฐา ซึ่งมีพระเกศาสีดำ พระพักตร์เศร้าหมอง พระเนตรบอดสนิททั้งสองข้าง และแทบไม่มีใครแยแส

แต่ทว่า ตามตำนานเทพยุโรปเหนือ คนที่อิจฉาพระองค์ที่สุดนั้น กลับกลายเป็น โลคี ครับ

เพราะพระองค์ทรงเป็น และทรงมีทุกสิ่งที่โลคีอยากเป็น และอยากมีอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

พระองค์จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่โลคีสาบานว่า จะต้องหาทางกลั่นแกล้ง หรือเล่นงานให้สาแก่ใจ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่เคยทรงให้ร้ายใดๆ กับเขาเลยก็ตาม

แต่เทพบัลเดอร์ก็ไม่เหมือนกับมหาเทพธอร์ และมหาเทวีเฟรยา ที่ทรงมีจุดอ่อนให้โลคีหาทางกลั่นแกล้งได้ พระองค์แทบจะเรียกได้ว่า perfect ครับ

แม้ว่าโลคีจะพยายามเพียรหาช่องทาง ที่จะเล่นงานพระองค์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยพบช่องทางที่ว่านั้น

จนกระทั่ง ถึงวันที่บุตรอสูรทั้งสามของเขาถูกจอมเทพโอดินเนรเทศไปครองนรกภูมิ ขว้างพ้นแดนสวรรค์ไปสู่ท้องทะเลแห่งมิดการ์ด และพันธขาการไว้ในที่ห่างไกลที่สุด ดังที่ผมเล่าแล้งในเรื่องของมหาเทพเทียร์นั่นแหละครับ

เหตุการณ์นี้ ทำให้ความอดทนของโลคีจบสิ้นลง เขาตัดสินใจแก้แค้นโดยพุ่งเป้าไปที่เทพบัลเดอร์ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย

และด้วยความแค้นฝังหุ่นนี่แหละครับ โลคีก็พบช่องทางเข้าจนได้

คือเทพบัลเดอร์นั้น ทรงได้รับคำสัญญาจากทุกสิ่งในโลกว่า จะไม่ทำร้ายพระองค์

เหล่าเทพแห่งอัสการ์ด จึงสนุกกับการใช้พระองค์เป็นเป้าซ้อมอาวุธ และพระองค์ก็ทรงสนุกด้วยกับการละเล่นบ้าบออย่างนั้น เพราะเหตุว่า ไม่มีอาวุธใดสามารถทำอันตรายพระองค์ได้ไงครับ

แต่โลคีล่วงรู้ว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มิได้สัญญาเช่นนั้น

นั่นก็คือ ต้นมิสเทิลโท (Mistletoe : ไม้จำพวกกาฝากชนิดหนึ่ง)

เขาจึงนำกิ่งของมันมาเสี้ยมให้แหลม ทำเป็นปลายหอก และนำไปให้เทพโฮเดอร์ ลองพุ่งเข้าใส่พระอนุชาของพระองค์

องค์เทพแห่งความดีงาม เมื่อต้องปลายหอกนั้นก็สิ้นพระชนม์




ตามความประสงค์ของโลคี ผู้ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่คิดจะทำความชั่วนั้น ย่อมแสวงหาหนทางที่จะทำชั่วได้สำเร็จเสมอ

และสามารถทำเรื่องชั่วที่ใหญ่โต สร้างความเสียหายมากมายเพียงใดก็ได้ ขอแค่ให้ได้สนองความต้องการของตนเองเท่านั้น

ความโศกเศร้าสุดที่จะพรรณนาครอบคลุมไปทั่วอัสการ์ด แต่ก็ยังมีความหวังเล็กน้อยครับ

จอมอสุรี เฮล นางพญานรกสัญญาว่า จะคืนชีวิตแก่องค์เทพบัลเดอร์ ถ้าหากทุกสิ่งในโลกร้องไห้เพื่อพระองค์

และแทบทุกสิ่ง ก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ครับ

เว้นแต่โลคี ซึ่งแปลงตัวเป็นหญิงชราคนหนึ่ง และปฏิเสธที่จะร้องไห้

ในที่สุด อัสการ์ดต้องสูญเสียทั้งเทพแห่งความดีงาม และ เทวีนันนา (Nanna) ชายาผู้อ่อนหวานของพระองค์ ซึ่งตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์ไปด้วยกัน

ความผิดของโลคีครั้งนี้ไม่อาจได้รับการอภัย เขาถูกจับไปพันธนาการในสถานที่อันเร้นลับในมิดการ์ด โดยผูกตรึงไว้กับแผ่นหิน มีงูตัวหนึ่งถูกสาปตรึงไว้เหนือศีรษะ เพื่อคอยพ่นพิษใส่เขาตลอดไป

มรณกรรมของเทพบัลเดอร์ เป็นสัญญาณเริ่มต้นของวันโลกาวินาศ หรือ รักนาร็อค (Ragnarok)

เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพแห่งแสงสว่าง ความดีงาม และความจริง เมื่อไม่มีพระองค์ ก็ไม่มีอะไรคานอำนาจความชั่วร้ายในมิดการ์ดได้อีกต่อไป

ยุคสมัยของความดีงาม เกียรติ และศักดิ์ศรี ได้จบสิ้นไปเพราะเหตุนี้ครับ

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการถกเถียงกัน ทั้งในหมู่นักเทววิทยายุโรปเหนือ และชาวอาซาทรูเออร์ว่า...

ที่จริงแล้ว ในยุคของพวกเรานี้ เป็นช่วงเวลาที่เทพบัลเดอร์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเรากำลังนับถอยหลังไปสู่วันโลกาวินาศ ใช่หรือไม่?

หลายคนเชื่อกันอย่างนั้นครับ

ในขณะที่ยังมีอีกมาก ที่เชื่อว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรักนาร็อค คือ การพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคต แต่ยังไม่เกิดในปัจจุบัน รวมทั้งการสิ้นพระชนม์ของเทพบัลเดอร์ด้วย

และ---ก็อย่างที่ผมเขียนไปแล้ว ในเรื่องของมหาเทพเฟรย์ ว่าในความเป็นจริง เทพเจ้าไม่มีการตายครับ




ดังมี่พวกนอร์ส ยังคงบูชาพระองค์เมื่อพันปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่โอดินนิสต์จำนวนมาก ยังคงปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้

การบูชาเทพเจ้าที่ “ตายไปแล้ว” ไม่มีชนชาติไหนเขาทำกันหรอกครับ

ดังนั้น สำหรับชาวนอร์ส ผู้รู้จักเทววิทยาของตนดีที่สุด องค์เทพบัลเดอร์ก็ยังอยู่

แต่ความดีงาม ดุลยภาพ และความจริง ย่อมจะต้องเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เพื่อนำมวลมนุษย์ไปสู่จุดจบ อยู่ดี

ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์เทพแห่งความดีงามองค์ไหน ก็ไม่สามารถขัดขวางได้ เพราะมนุษย์เป็นคนเลือกเองครับ

และในคำพยากรณ์ของชาวนอร์ส เกี่ยวแก่วันมหาวิบัติโลก ก็กล่าวไว้ด้วยว่า ภายหลังการทำลายล้างสรรพสิ่ง เทพและมนุษย์ส่วนหนึ่งยังคงเหลือรอด และช่วยกันสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่

โดยมีองค์วิสุทธิเทพบัลเดอร์ เสด็จกลับมาปกครองครับ




เทพอสุรีสคาดี (Skaði)

เทวีแห่งภูเขา ฤดูหนาว และการล่าสัตว์

ธิดาของ พญายักษ์ธีอาสซี (Thiassi)

บิดาของพระนาง แปลงร่างเป็นพญาอินทรีไปขโมยหม้อต้มซุปเนื้อของจอมเทพโอดิน และพระอนุชา ในระหว่างท่องเที่ยวในมิดการ์ด

โลคีซึ่งติดไปกับหม้อต้มซุปเนื้อนั้น ถูกพญายักษ์ขู่จะเอาชีวิต จึงช่วยวางแผนลักพา เทวีอีดูนา (Iduna) ชายาของ ดุริยเทพบรากี (Bragi) เป็นเหตุให้พญายักษ์ถูกสังหารในที่สุด

สคาดีจึงเดินทางไปอัสการ์ดเพื่อแก้แค้น แต่เมื่อจอมเทพโอดินทรงเห็นว่าพระนางเป็นยักษ์ที่ดี จึงทรงรับเป็นสมาชิกในอัสการ์ด

ขณะนั้น ในแดนสวรรค์มีเทพอยู่หลายองค์ ที่ยังไม่ทรงมีพระชายา หนึ่งในนั้นก็คือ เทพบดีเยิร์ท พระบิดาของมหาเทพเฟรย์ กับมหาเทวีเฟรยา

ซึ่งแม้จะเสกสมรสมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังทรงอยู่ในวานาไฮม์ กับเทวีเนียร์ธูส แต่ชายาของพระองค์ก็ไม่อาจติดตามพระสวามีเข้าไปประทับในอัสการ์ดได้ครับ

เหตุผลสำคัญก็คือ พระนางทรงเป็นพระขนิษฐาของพระองค์ และการสมรสระหว่างพี่น้องกัน เป็นธรรมเนียมที่คณะเทพเอเซียร์ไม่ยอมรับเป็นอันขาด

ดังนั้น เทพบดีเยิร์ทจึงต้องทรงมีพระชายาองค์ใหม่ในอัสการ์ด

ขณะที่สคาดี ก็แอบหมายปองเทพบัลเดอร์ ผู้ทรงมีพระรูปงดงามที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งปวง

ดังนั้น เมื่อจอมเทพโอดินจัดพิธีเลือกคู่ให้สคาดี โดยการให้เทพบุตรทุกองค์ไปยืนอยู่หลังม่าน โผล่ให้เห็นแต่พระบาทเท่านั้น พระนางก็ทรงเลือกเทพบดีเยิร์ท ผู้ทรงมีพระบาทที่งามที่สุด ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นเทพบัลเดอร์

ด้วยเหตุนั้น แม้สคาดีจะได้เปลี่ยนฐานะ จากอสุรีเป็นเทพ พระนางก็ไม่พอพระทัย และไม่ประทับอยู่ในอัสการ์ดกับพระสวามี จะทรงท่องเที่ยวล่าสัตว์ และประทับค้างแรมในป่าแห่งมิดการ์ดโดยตลอด




และเพราะหเหตุนั้น พระนางจึงทรงเป็นเทพอสุรีที่ชาวนอร์สให้ความเคารพนับถือมากครับ

เล่ากันว่า ในฤดูหนาวอันโหดร้ายทารุณของดินแดนยุโรปเหนือ ใครก็ตามที่หลงทางในป่า แล้วได้เห็นพระนางทรงท่องเที่ยวล่าสัตว์อยู่

ก็เป็นอันว่า โชคดี เพราะแสดงว่า จะค้นพบเส้นทางกลับบ้านในอีกไม่นาน หรือกำลังจะมีคนไปช่วยเหลือ

แต่พระนางก็ทรงมีภาคร้าย เป็นเทวีแห่งการแก้แค้น และมนต์ดำ ซึ่งก็มีบางสายวิชาที่นับถือพระนางในฐานะนี้มาจนถึงปัจจุบันครับ

การที่ทรงเป็นเทวีแห่งการล่าสัตว์ มีภาคดุร้ายที่เกี่ยวข้องกับมนต์ดำ แถมยังมักมีการกล่าวถึงพระนางวา มีหมาล่าเนื้อ หรือหมาป่าคอยติดตาม ทำให้มีนักเทววิทยาส่วนหนึ่งคิดว่า พระนางทรงเป็นองค์เดียวกับ จันทรเทวีอาร์เตมีส (Artemis/Άρτεμις) ของกรีก

ปัญหาก็คือ แม้ว่าเทวีอาร์เตมีสนั้นจะทรงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่นับจากยุคเทพนิยาย ก็ไม่มีใครได้เห็นพระนางเลย

ขณะที่เทพอสุรีสคาดี มีรายงานการพบเห็นต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ครับ

ขนาดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีทหารที่กำลังลาดตระเวนในป่า ได้เห็นพระนางอยู่ไกลๆ พอตามไปถึงจุดที่พระนางเพิ่งหายไปไม่นาน ปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยว่าเคยมีใครอยู่ตรงบริเวณนั้น

ส่วนหมาล่าเนื้อนั้น ใครเข้าป่าล่าสัตว์ก็ต้องมีเหมือนๆ กันทั่วโลก จะเอามายืนยันอะไรไม่ได้หรอกครับ

แล้วในความเหมือน ก็ยังมีความแตกต่างอย่างสำคัญ

จันทรเทวีอาร์เตมีสนั้นทรงรังเกียจผู้ชาย ขณะที่เทพอสุรีสคาดีไม่มีปัญหานี้ แค่ว่าถ้าไม่ใช่ชายที่ทรงต้องการ ก็ไม่สนใจชายอื่นอีกเท่านั้น

จันทรเทวีอาร์เตมีสทรงมีบริวารเป็นนางไม้ ขณะที่เทพอสุรีสคาดีไปไหนมาไหนเพียงองค์เดียว

การได้พบเห็นจันทรเทวีอาร์เตมีสในป่า อาจหมายถึงชะตาขาด ดังมีเรื่องเล่าของพรานหนุ่มที่บังเอิญไปเห็นพระนางกำลังสรงน้ำ จึงถูกสาปให้เป็นกวาง และถูกหมาล่าเนื้อของเขาเองฉีกทึ้งร่างจนตายอย่างสยดสยอง

ขณะที่การพบเห็นเทพอสุรีสคาดีในป่าเช่นกัน คือข่าวดีดังกล่าวแล้วครับ

ในแง่ของกลุ่มคนที่นิยมในองค์จันทรเทวีอาร์เตมีสอย่างแท้จริง มักจะเป็นพวกเฟมินิสต์ ขณะที่เทพอสุรีสคาดี ทรงเป็นขวัญใจของทั้งชายและหญิงที่ชิบชีวิตอิสระ รักการท่องเที่ยว

การบูชา หรือใช้เครื่องรางของพระนาง ยังมีผลในทางไสยศาสตร์ ขณะที่จันทรเทวีอาร์เตมีส...ไม่




ช่วงเวลาที่ผมกำลังเขียน blog นี้ ประติมากรรมที่สวยงามของเทพอสุรีสคาดี มีการผลิตออกสู่ท้องตลาดแล้วไม่น้อยกว่า 2 รูปแบบ มากยิ่งกว่ามหาเทพเฟรบ์ และวิสุทธิเทพบัลเดอร์ ทั้งยังมีแบบระบายสี เช่นเดียวกับที่ทำกันมาก่อนแล้วกับจอมเทพโอดิน มหาเทวีเฟรยา และมหาเทพธอร์

แสดงให้เห็นถึงความนิยมในเทพอสุรีองค์นี้ ที่มากมายจริงๆ ครับ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


Sunday, June 30, 2019

เทววิทยาของ จอมเทพโอดิน และ มหาเทวีเฟรยา







เนื่องจากทุกวันนี้ หนังสือ อติเทวปกรณ์ กลายเป็นหนังสือที่หาซื้อได้ยาก มิได้วางขายทั่วไป

ผมจึงนำสาระสำคัญต่างๆ จากหนังสือดังกล่าว มาโพสต์ใน blog นี้ และจะทยอยนำมาเรื่อยๆ ครับ

ซึ่งแต่ละบทความ ก็จะมีการ update ช้อมูล ตัดส่วนที่ล้าสมัยและไม่จำเป็นออกไป

ท่านที่หาซื้อหนังสือไม่ได้ จะได้มีแนวทางไว้อ้างอิง ไม่ต้องเสียเวลากับพวกเกจิมั่ว และผู้วิเศษลวงโลก ที่เอาหนังสือผมไปดัดแปลงใช้กันผิดๆ

ผมเอามาเผยแพร่ให้ใช้กันฟรีๆ เป็นธรรมทาน ก็โปรดนำไปใช้กันด้วยความสุจริตนะครับ

ถ้าจะนำไปเผยแพร่ต่อ ก็อย่าลืมใส่ URL ของบทความ ตามเงื่อนไขข้างล่าง ท้ายบทความ

URL นะครับ ไม่ใช่บอกแค่ชื่อบทความแบบมักง่าย แล้วไม่บอกที่มาที่ไป

เอาละครับ ทีนี้ก็มาดูข้อมูลทางเทววิทยา ของพระเป็นเจ้าทั้งสององค์ นอกเหนือไปจากที่ผมเคยโพสต์ใน blog นี้ ว่ายังมีอะไรที่ควรรู้เพิ่มเติมอีกบ้าง

ส่วนวิธีการบูชา ได้ไพสต์ไปแล้วใน ครับ




พระนามของจอมเทพโอดิน ที่เราคุ้นเคยกันนี้ ว่ากันว่า มาจากพระนามของเทพ โวทัน (Wotan) ซึ่งเป็นเทพเก่าแก่ของชนเผ่าเยอรมันนิค ก่อนอารยธรรมของชาวนอร์สจะเด่นชัดขึ้นในประวัติศาสตร์

และบางตำราก็ว่า เทพองค์นี้ทรงเป็นภาคดุร้ายของจอมเทพโอดินนั่นเอง

เพราะเทพโวทันนั้น ทรงเป็นเทพแห่งสงคราม การล่าสัตว์ และเป็นนายแห่งความโกรธ ทรงปราศจากซึ่งคุณธรรมทั้งปวง และสนพระทัยอยู่เฉพาะกับเรื่องของการรบราฆ่าฟัน และกีฬากระหายเลือดเท่านั้น

จนถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีสงคราม เทพองค์นี้ก็จะทรงกระทำทุกวิถีทางที่จะให้มันเกิดขึ้น

ไม่เช่นนั้น พระองค์ก็ต้องทรงใช้เวลาไปกับการเที่ยวล่าสัตว์ เพื่อจะได้สำราญพระทัย กับความตกใจกลัวของกวางที่กำลังหนีตาย

เทพโวทันมักปรากฏพระองค์พร้อมหอกคู่พระทัย เช่นเดียวกับจอมเทพโอดินเสมอ

การที่เทพผู้กระหายเลือดองค์นี้ ทรงเปลี่ยนบุคลิกภาพมาเป็นจอมเทพผู้คงแก่เรียน และถือคุณธรรมเป็นใหญ่ เป็นสิ่งที่นักเทววิทยาสแกนดิเนเวียส่วนมากยังไม่พบหนทางที่จะอธิบายได้กระจ่างแจ้งครับ

แต่โดยพระนามของเทพองค์นี้ ซึ่งอาจเขียนว่า Wodan หรือ Woden  และคุณสมบัติหลายประการ ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความเกี่ยวข้องกับจอมเทพโอดินอย่างแน่นอน แม้ว่าผู้บูชาจอมเทพโอดิน จะไม่เคยสัมผัสได้ถึงความโหดร้ายใดๆ ของพระองค์เลยก็ตาม

แต่ถึงแม้จะไม่โหดร้าย จอมเทพโอดินก็ทรงเป็นเทพที่เงียบขรึมและดุ  เป็นที่รู้กันดีว่าพระองค์รับสั่งน้อย และไม่ตรัสสิ่งใดเล่นๆ จะตรัสเฉพาะเรื่องที่สำคัญหรือเป็นงานเป็นการเท่านั้น และพระองค์ก็ไม่เคยทรงพระสรวลด้วย

ว่ากันว่าแม้กับผู้บูชา พระเป็นเจ้าองค์นี้ก็ทรงวางพระองค์ห่างเหิน และเข้าถึงได้ยากทีเดียว แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกครับ ที่ผู้ทรงภูมิมักจะมีลักษณะเช่นนี้

ทิพยปราสาทที่ประทับของจอมเทพโอดินในอัสการ์ด ซึ่งมีนามว่า กลัดส์ไฮม์ (Gladsheim) นั้น นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่วิจิตรตระการตาอย่างแท้จริง

ภายในประกอบด้วยท้องพระโรง มีเทวบัลลังก์ของจอมเทพโอดินเป็นประธาน ชื่อว่า ลีดสเคียลฟ์ (Lidskialff) ทำด้วยทองคำ และยังมีเทวบัลลังก์อีก 12 องค์ สำหรับคณะเทพชั้นผู้ใหญ่แห่งอัสการ์ดประชุมร่วมกัน ด้านหน้ามหาปราสาทกลัดส์ไฮม์ มีอุทยานเขียวขจีขนาดใหญ่ เรียกว่า อีดา (Ida)
         
จอมเทพโอดินทรงครอบครองของวิเศษหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือ หอกวิเศษกูงเนียร์ (Gungnir) ที่ทรงใช้ในการล่าวิญญาณวีรชน หรือ ไอน์แฮร์ยาร์ (Einherjar)

ซึ่งการล่าวิญญาณนี้ ฝรั่งนิยมใช้คำว่า  The Wild Hunt ครับ

ว่ากันว่า จอมเทพโอดินจะทรงได้ใช้หอกกูงเนียร์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อถึงวันมหาวิบัติรัคนาเริ้ค ซึ่งมันก็ไม่ช่วยให้พระองค์ทรงรอดพ้นจากคมเขี้ยวกับพญาสุนัขป่าเฟนเรียร์ได้

จอมเทพโอดิน ยังทรงมี คฑาสลักอักษรรูนส์ อีกด้ามหนึ่งด้วย ซึ่งเมื่อพระองค์จำแลงพระกายสัญจรไปในมิดการ์ด คฑานี้จะกลายเป็นไม้เท้า




ในเทพนิยายต่างๆ มักกล่าวว่า ทรงใช้เวทมนต์ผ่านคฑานี้ เช่นตอนที่ทำให้เจ้าหญิงรีนดา (Rinda) สลบ ก่อนที่จะปลอมตัวครั้งสุดท้ายเป็นหญิงชรา อาสาเข้าไปช่วยเหลือพระนาง

นอกเหนือไปจากนี้ ยังมีของวิเศษอีกอย่างหนี่ง ที่จอมเทพโอดินทรงครอบครอง คือ แหวนเดราพ์เนียร์ (Draupnir) มันเป็นแหวนแห่งความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวย ซึ่งทุกๆ 7 วันมันจะอันตรธานไปแล้วชุบตัวเองขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ดูใหม่อยู่เสมอ 

จอมเทพโอดินทรงมีอีกาสีดำสนิทคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ มีชื่อว่า ฮูกีน (Hugin) แปลว่า “ความคิด” และ มูนีน (Munin) แปลว่า “ความจำ”

อีกาสองตัวนี้มีหน้าที่บินไปทั่วโลก เพื่อนำข่าวสารและเหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆ กลับมารายงานพระองค์ พระองค์จึงทรงได้รับการกล่าวขวัญว่าทรงล่วงรู้ทุกสิ่ง และไม่มีอะไรที่จะหลบรอดสายพระเนตรของพระองค์ได้

ในวัฒนธรรมยุโรปเหนือ การเห็นอีกาสีดำสองตัวก็ถือว่าเป็นโชคดี หรือแสดงถึงข่าวสารจากสวรรค์ ชาวไวกิ้งถือเอาสิ่งนี้เป็นนิมิตในการยกทัพเข้าโจมตีข้าศึก และน่าสังเกตว่า ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง

ส่วนในทางเทวปรัชญา ก็อาจหมายถึงคุณสมบัติที่นักปราชญ์จำเป็นต้องมี และต้องมีอย่างรอบด้านและหลากหลายอยู่เสมอ เข้าทำนองรู้มากเห็นมาก และต้องจำได้มาก จึงจะสังเคราะห์กระบวนความคิดได้เฉียบคมที่สุด

จอมเทพโอดินไม่เพียงทรงเลี้ยงอีกาเท่านั้น ยังทรงโปรดปรานสุนัขป่ามาก ทรงมีสุนัขป่าที่มีขนสีเงินสวยอยู่คู่หนึ่ง ซึ่งจะนั่งอยู่แทบพระบาทในงานเลี้ยงที่วัลฮัลลาเสมอ

สุนัขป่าคู่นี้มีชื่อว่า เกรี (Geri) และ เฟรคี (Freki) พวกมันจะคอยกินอาหารที่มีผู้นำมาถวาย เพราะองค์เทพบดีไม่โปรดเสวยสิ่งใดมากนัก นอกจาก เหล้าน้ำผึ้ง (Mead)

ในการท่องเที่ยวไปในโลก จอมเทพโอดินมักจะเสด็จพระดำเนินไปด้วยพระบาท แต่แต่เมื่อเสด็จนำกองทัพวัลเคียร์สออกล่าวิญญาณวีรชน พาหนะที่ทรงใช้เสมอคือม้า สไลพ์เนียร์ (Sleipnir) ฃี่งผมพูดถีงที่มาที่ไปของเจ้าม้าตัวนี้ไปแล้วนะครับใน https://runesdivinator.blogspot.com/2018/08/blog-post.html
 



ม้าวิเศษนี้มีถึง 8 ขา ทำให้มันวิ่งเร็วยิ่งกว่าม้าวิเศษใดๆ ในโลกทั้งเก้า

ชาวแองโกล-แซกซัน ได้กำหนดให้วันพุธเป็นวันของจอมเทพโอดิน เรียกว่า Wednesday โดยมีที่มาจากคำว่า Wodnesdaeg ในภาษานอร์สนั่นเอง

การกำหนดเช่นนี้ มีพื้นฐานอยู่มาจากความรู้ทางโหราศาสตร์ เพราะดาวพุธเป็นดาวนักปราชญ์หรือดาวแห่งสติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณ ความรอบรู้ การประพันธ์ การทูต การเจรจา การอภิปรายหรือการปาฐกถา การทำนายทายทักและการเดินทาง แต่ก็มีลักษณะของความไม่แน่นอนอยู่ด้วย ซึ่งก็ตรงกับคุณสมบัติของจอมเทพโอดินทุกประการ

แด่ก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ทรงเป็น บุคลาธิษฐาน (Personification) ของดาวพุธ อย่างพระพุธของโหราศาสตร์อืนเดีย-ไทยนะครับ เพียงแต่ทรงมีบุคลิกภาพ และคุณสมบัติที่ตรงกันเท่านั้น

เมื่อกล่าวถึงการพยากรณ์แล้ว เราก็จะเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจอมเทพโอดินกับศาสตร์นี้อย่างชัดแจ้ง

นั่นคือ ในไพ่ยิปซีหรือไพ่ทาโรต์ (Tarot) ทุกสำรับที่เป็นมาตรฐานนั้น จะมีไพ่ใบหนึ่งในชุด เมเจอร์ อาร์คานา (Major Arcana) ที่มีหน้าไพ่เป็นรูปคนถูกแขวนกับต้นไม้ ห้อยศีรษะลง ไพ่ใบนี้เรียกว่า The Hanged Man ความหมายโดยย่อก็คือช่วงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งไพ่ทาโรต์เห็นพ้องกันว่า หน้าไพ่ดังกล่าวนี้ ได้จากเรื่องราวของจอมเทพโอดินตอนที่ทรงบูชายัญพระองค์เองกับพฤกษาโลกนั่นเอง

ปัจจุบันนี้ ไพ่ทาโรต์มีการออกแบบหน้าไพ่ที่หลากหลายมาก เป็นร้อยเป็นพันแบบเพื่อการสะสม และถ้าเป็นสำรับที่ออกแบบโดยใช้เทวปกรณ์อาซาทรูเป็นแนวทางหลัก

เช่น The Norse Tarot ของ คลีฟ บาร์เร็ต (Clive Barrett) และ Vikings Tarot ของ มันเฟรดี โตรัลโด (Manfredi Toraldo) นั้น ไม่เพียงแต่จะบรรยายถึงจอมเทพโอดินอย่างตรงไปตรงมา ในไพ่ The Hanged Man เท่านั้น ยังนำไปใช้ในหน้าไพ่ The Magician ซึ่งหมายถึงผู้วิเศษ และ The Hierophant ซึ่งหมายถึงนักบวชอีกด้วย

ความเกี่ยวข้องระหว่างจอมเทพโอดินกับการพยากรณ์อีกอย่างหนึ่ง ก็คือการที่ทรงเป็นผู้คิดค้นอักษรรูนส์ ดังที่เราทราบกันแล้วนะครับ

และในบรรดาอักษรรูนส์ทั้งหมดนั้น ก็มีอักษรที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์โดยตรง คืออักษร A มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า อันเซอร์ (Ansur) หรือ อันซุซ (Ansuz) ภาษานอร์สโบราณเรียกว่า ออสส์ (Ass) ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า บรรพชน สายลม หรือลมหายใจก็ได้ คำนี้เป็นรากศัพท์ของคำว่า Asgard ซึ่งภาษาสเวนสคาออกเสียงว่า ออสกวร์ด นั่นเอง

เมื่อมีการนำอักษรรูนส์มาประดิษฐ์เป็นไพ่พยากรณ์เช่นเดียวกับไพ่ทาโรต์ หน้าไพ่ประจำอักขระ A จึงมักบรรยายถึงจอมเทพโอดินโดยตรง เช่นไพ่รูนส์ชุด The Power of the Runes ของ โธมัส เฟอเมล (Thomas Vömel) อันเป็นไพ่รูนส์สำรับที่ดีที่สุดในขณะนี้




โธมัสไม่เพียงแต่จะใช้รูปจอมเทพโอดินในหน้าไพ่ประจำอักขระดังกล่าวเท่านั้น ยังใช้ในอักขระ E (Ehwaz) และ D (Dagaz) อีกทั้งยังใช้เป็นภาพหน้ากล่องของไพ่ทั้งสำรับด้วย นับว่าเป็นไพ่ที่น่ามีไว้ครอบครองสำหรับผู้ศึกษาเรื่องของจอมเทพโอดินและรูนส์ทุกคน

ในทางเทววิทยา เครื่องหอมและน้ำมันหอมระเหยที่สัมพันธ์กับจอมเทพโอดินคือ Cedarwood, Pine, Dragon’s Blood และ Sandalwood

สมุนไพรที่สัมพันธ์กับพระองค์คือ Polybody, Fern, Maidenhair, Mandrake, Marjoram, Valerian, Beech และ Yew

อัญมณี และหินมีค่าที่สัมพันธ์กับพระองค์คือ มรกต (Emerald) โอนิกซ์ (Onyx) นิล (Jet) โมรา (Agate) และ คาร์เนเลียน (Carnelian)

โลหะที่สัมพันธ์กับพระองค์คือ อัลลอยด์ ตะกั่ว และทองคำ




มหาเทวีเฟรยา ทรงมีพระสมัญญานามที่เรียกกันในภาษานอร์สโบราณว่า วานาดีส (Vanadis) หมายถึงเ “เทพนารีเผ่าวาเนียร์” คำว่า ดีส (Dis) ตามภาษานอร์สโบราณหมายถึง เทพนารี (Goddess)

นอกจากนี้ก็ทรงมีพระนามอื่น เช่น โฟรเว (Frowe) หรือที่ สนอร์รี สเตอร์ลูสซัน ออกพระนามในงานนิพนธ์ของเขาว่า มาร์ดอลล์ (Mardoll)

ส่วนพระนาม Freya ที่เราคุ้นเคยกันอยู่นี้ ยังเขียนต่างๆ กันไปได้อีกหลายแบบ แล้วแต่ว่าจะใช้ภาษาใดในการเขียน

แต่ทั้งหมดล้วนมีความหมายว่า Lady โดยเฉพาะพระนาม Frowe ยังเป็นต้นเค้าของคำว่า ผู้หญิง ในภาษาเยอรมัน คือคำว่า เฟรา (Frau)

กล่าวสำหรับเทวลักษณะของมหาเทวีเฟรยา ในจินตนาการของคนส่วนใหญ่นั้น ดูจะไม่ค่อยทรงพระสิริโฉมเลอเลิศอย่างเทพนารีกรีก-โรมัน แม้ว่าพระนางจะทรงเป็นเทวีผู้งดงามที่สุดในอัสการ์ดก็ตาม

นั่นก็เพราะว่า สตรีชาวนอร์สในสมัยโบราณที่มีฝีมือในทางรบทัพจับศึก มักจะมีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อ เนื่องจากต้องใช้ดาบ หอก และโล่ ซึ่งมีน้ำหนักมาก นักรบหญิงเหล่านี้ถ้าจะสวยก็สวยแบบดุๆ หาความอ่อนหวานไม่ได้

แต่เทวลักษณะอันแท้จริงของมหาเทวีเฟรยา กลับไม่เป็นไปตามที่กล่าวมานี้หรอกครับ

เพราะทิพยรูปของพระนาง ตามที่มีผู้พบเห็นมาแล้ว และสอบทานได้ตรงกัน พระนางเป็นเทพนารีที่งดงามเฉิดฉายอย่างยิ่ง พระเนตรสีฟ้าสดใส พระเกศาสีทองเป็นประกาย บุคลิกภาพโดยทั่วไปแลดูอ่อนหวานและเย้ายวนยิ่งนัก พระวรกายก็ค่อนข้างบอบบาง มิได้แสดงถึงความแข็งแกร่ง มีพละกำลังทัดเทียมบุรุษแต่ประการใด

ที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อทรงเป็นเทพแล้ว ย่อมไม่ต้องทรงใช้กล้ามเนื้อ และกำลังในการหยิบจับอาวุธต่างๆ อย่างชาวมนุษย์นั่นเอง

และสิ่งใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพอาวุธ ก็ย่อมไม่สร้างความลำบากให้แก่ผู้ครอบครอง ในการที่จะใช้มันเสมอ

พระนางทรงมีพระรูปงดงาม และพระนางก็ทรงรักสวยรักงาม ทรงโปรดปรานเครื่องหอม และแพรพรรณอันประณีต มักฉลองพระองค์ด้วยผ้าที่ถักทออย่างวิจิตร ด้วยสีแดงและทอง แต่สำหรับฉลองพระองค์ที่ใช้เมือสวมเกราะ มักเนสีน้ำเงินกับผ้าคลุมดำ

และนอกจากสร้อยบรีซิงกาเมนแล้ว ก็ทรงมีเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อีกหลายอย่าง แต่พระภูษาทรงนั้น ในทางศิลปะมักสวมเพียงน้อยชิ้นเพื่ออวดพระสิริโฉม และเมื่อเป็นภาดที่ทรงอยู่ในที่ประทับ มักไม่ฉลองพระองค์

แต่ในอีกแง่หนึ่ง พระนางก็ทรงมีพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว เพราะพระนางทรงเป็นเทวีแห่งเวทมนต์และมายาศาสตร์

          กล่าวกันว่า เมื่ออยู่ในฐานะนี้ พระนางจะฉลองพระองค์ด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทหรือสีน้ำตาลเข้ม ทรงถือไม้เท้า หรือคฑาแห่งเวทมนต์ และมักมีแมวดำตัวหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เสมอ

พลังมนตราของพระนางนั้น อยู่เหนือกว่าเทพเจ้าและยักษ์ทั้งปวง ไม่มีคาถาอาคมใดๆ ในโลกทั้งเก้า ที่จะครอบงำ หรือทำอันตรายพระนางได้ แม้แต่จอมขมังเวทย์อย่างโลคีก็ยังต้องใช้ความอุตสาหะอย่างถึงที่สุด เพื่อจะขโมยสร้อยพระศอของพระนาง

ศิลปะการใช้เวทมนต์ ที่มหาเทวีเฟรยาทรงครอบครองอยู่นั้น เรียกว่า ซีเธอร์ (Seidhr) เป็นมายาศาสตร์ที่ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ใช้เวทมนต์ที่เป็นสตรี ดังนั้น มหาเทวีเฟรยาจึงได้รับการบูชาในฐานะขององค์อุปถัมภ์ และคุ้มครองผู้หญิงที่ใช้ไสยเวท และมนตราทั้งปวง

และด้วยทิพยฐานะ ของการเป็นเทวีแห่งเวทมนต์นี้เอง ที่ทำให้จอมเทพโอดินทรงตัดสินว่า พระนางทรงเป็นเสมือนของขวัญอันเลอค่าที่สุด ที่อัสการ์ดได้รับจากวานาไฮม์

พระนางกลายเป็นที่โปรดปรานของจอมเทพมาก ทรงให้เข้าเฝ้า เพื่อถวายความรู้ในด้านมายาศาสตร์แก่พระองค์อยู่เสมอ และพระนางก็ทรงถ่ายทอดทุกสิ่งที่พระนางรู้อย่างไม่ปิดบัง รวมทั้งยังได้ทรงสนองเทวโองการของจอมเทพ ในการเผยแผ่ควาบมรู้ในเรื่องเหล่านี้แก่เหล่ามนุษย์ในมิดการ์ดด้วย

เพราะเหตุนี้ จอมเทพโอดิน ผู้ทรงเห็นความสำคัญของความรู้ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จึงประทานสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในอัสการ์ดเ ป็นการตอบแทนแด่พระนาง

นั่นคือ ตำแหน่งนางพญาแห่งวัลคึรึส์ มหาเทวีผู้ทรงสิทธิ์ขาดในการบังคับบัญชากองทัพนางฟ้าแห่งสงครามของพระองค์



เพราะฉะนั้น นอกจากเทวีแห่งความงาม ความอุดมสมบูรณ์ และเวทมนต์คาถา พระเทวีเฟรยาก็ทรงมีอีกบทบาทหนึ่งคือนางพญายม ผู้คัดเลือกดวงวิญญาณเหล่านักรบ กล่าวอย่างง่ายที่สุดก็คือ ทรงมีอำนาจเต็มในการพิพากษาว่าใครควรจะอยู่หรือควรจะตายนั่นเอง

ตำแหน่งนางพญาแห่งวัลคีรีส์นี้ ยังทำให้พระนางทรงได้รับสิทธิ์ในการแบ่งดวงวิญญาณไอน์แฮร์ยาร์ถึงครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมดที่ได้จากการรบแต่ละครั้ง เพื่อนำไปฝึกฝนการใช้ไสยเวทมนตราเป็นพิเศษ ณ ที่ประทับของพระนางด้วย

สิทธิพิเศษเช่นนี้ แม้แต่พระเทวีฟริกกา ซึ่งโดยตำแหน่งถือเป็นราชินีแห่งอัสการ์ดก็ยังไม่ได้รับนะครับ

เมื่อทรงมีทิพยฐานะที่แตกต่างกัน บุคลิกภาพของมหาเทวีเฟรยาในฐานะนั้นๆ ก็พลอยแตกต่างกันไปด้วย ในฐานะเทวีแห่งความรัก พระนางทรงโดดเด่นในแง่ของความเย้ายวนน่าลุ่มหลง ในฐานะเทวีแห่งเวทมนต์ พระนางก็ดูลึกลับและเข้าถึงได้ยาก ขณะที่เมื่อปรากฏพระองค์ในฐานะนางพญายมวัลเคียร์ส กระแสแห่งทิพยภาวะของพระนางจะดูทรงอำนาจและเยือกเย็น มีความน่ากลัวแฝงอยู่

ฉลองพระองค์ของมหาเทวีเฟรยา ในฐานะนางพญาวัลเคียร์ส คือชุดนักรบ ซึ่งประกอบด้วยพระมาลาทองคำดุนลาย มีปีกนกอินทรีสองข้างแบบเดียวกับจอมเทพโอดิน เกราะทำด้วยทองคำดุนลายปิดพระอุระ พระวรกายช่วงบนและต้นแขน ชายเกราะด้านล่างคลุมตลอดพระโสณี และทับกระโปรงยาวกรอมเท้าสีแดงหรือสีเขียว พระกรท่อนล่างไปถึงหลังพระหัตถ์มีสนับแขนทำด้วยแผ่นทองคำดุนลาย และมีสนับแข้งเป็นแผ่นทองคำดุนลายเช่นกันปิดถึงหลังพระบาท ด้านหลังคลุมพระภูษาสีน้ำเงิน สีเขียว สีทองหรือสีดำ เวลาฉลองพระองค์เช่นนี้ มักทรงถือพระแสงหอกและโล่กลมแบบนักรบไวกิ้งด้วย

มหาเทวีเฟรยาทรงมีปราสาทเป็นของพระนางเอง คือ เซสสเรียมเนียร์ (Sessrymnir) อยู่ในท้องทุ่งที่เรียกกันว่า โฟล์ควัง (Folkwang) เป็นที่พำนักของวิญญาณของเหล่านักรบ ซึ่งทรงแบ่งมาครึ่งหนึ่งจากไอน์แฮร์ยาร์ทั้งหมดที่ตายอย่างกล้าหาญในสงครามแต่ละครั้งดังกล่าวมาแล้ว

นอกจากนี้ ปราสาทดังกล่าวก็ยังเป็นสถานที่ต้อนรับดวงวิญญาณของภรรยาที่ฆ่าตัวตายตามสามี หรือตายเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามีในการสู้รบอีกด้วย

เซสสเรียมเนียร์ จึงเป็นประจักษ์พยานของความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชายในสังคมนอร์ส ในฐานะของความเป็นผู้กล้า ซึ่งยากจะหาได้ในวัฒนธรรมอื่น

และมหาเทวีเฟรยา ก็ทรงปกครองทุกดวงวิญญาณในปราสาทของพระนางอย่างดีที่สุด จนกล่าวได้ว่า เหล่าวีรชนเมื่อตายแล้วพึงหาความสุขอย่างล้นเหลือได้ในวัลฮัลลา แต่ที่ซึ่งเป็นความผาสุกอย่างแท้จริงนั้น อยู่ในเซสสเรียมเนียร์

ของวิเศษของมหาเทวีเฟรยามีหลายสิ่ง แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดนอกจากสร้อยบรีซิงกาเมนแล้ว ก็คือเสื้อคลุมขนนก ฉลองพระองค์นี้บางตำรากล่าวว่า ถักทอจากขนนกเหยี่ยวสีขาว เมื่อสวมใส่แล้วมีฤทธิ์ทำให้เหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเป็นของวิเศษอีกชิ้นหนึ่งในอัสการ์ด
 
เพราะเหตุว่าในเทวปกรณ์สแกนดิเนเวียนั้น เหล่าเทพยดาถ้าไม่ทรงแปลงร่างเป็นนกเหยี่ยวหรือนกอินทรี หรือถ้ามิได้ทรงราชรถ หรือเทพพาหนะที่พาข้ามขอบฟ้าแล้ว ก็ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศด้วยพระองค์เอง และก็มีเทพเพียงไม่กี่องค์เท่านั้นด้วยที่ทรงแปลงร่างได้

สำหรับมหาทวีเฟรยา ในฐานะจ้าวแห่งมนตรา พระนางก็แปลงร่างได้เช่นกัน แต่ก็โปรดเสื้อคลุมขนนกมากกว่าจะทรงแปลงร่างเป็นนก

เสื้อคลุมดังกล่าวนี้มีเรื่องกล่าวถึงครั้งหนึ่ง เมื่อฆ้อนของมหาเทพธอร์ถูกขโมย และโลคีได้มายืมไปเพื่อโบยบินเข้าสู่แดนยักษ์  บางตำราก็ว่าทรงใช้เมื่อเสด็จออกตามหาพระสวามีที่หายไปด้วย
         
สัตว์มงคลของมหาเทวีเฟรยาก็คือ แมว ชื่อ เบกูล และ เทรียกูล (Bygul & Trjegul) เป็นแมวตัวผู้ขนาดยักษ์ที่มีขนสีฟ้าหรือเทา มีหน้าที่ลากราชรถของพระนาง




แมวคู่นี้ มหาเทพธอร์ทรงมอบให้เป็นของขวัญในวันแต่งงานของพระนาง สังคมนอร์สจึงมีประเพณีที่จะให้แมวแก่คู่บ่าวสาว ที่ออกเรือนใหม่นับแต่นั้น

นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า แมวของมหาเทวีเฟรยา น่าจะ เป็นแมวป่าจำพวก ลิงซ์ (Lynx) ชนิดที่เรียกกันว่า Caspian Tiger ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว

แมวพวกลิงซ์นี้ไม่ใช่แมวน่ารักนะครับ แต่เป็นแมวตัวใหญ่และดุ แม้แต่เสือปลาของเราก็ยังไม่แน่ว่าจะสู้กับมันได้

นอกจากนี้ ยังแมวอีกมากที่กลาดเกลื่อนอยู่ในเซสสเรียมเนียร์และโฟล์ควัง รวมทั้งแมวดำ ซึ่งจะปรากฏในภาคที่ทรงเป็นเทวีแห่งมนตรา โดยถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งรัตติกาลของพระนาง

มหาเทวีเฟรยายังทรงครอบครองหมูป่าวิเศษตัวหนึ่ง เช่นเดียวกับพระเชษฐาของพระนางด้วย หมูป่านี้มีชื่อว่า ฮิลดีสวีนี (Hildisvini) เป็นร่างแปลงของ โอททาร์ (Ottar) นักรบหนุ่มชาวมิดการ์ด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพระนางนั่นเอง 

ฮิลดีสวีนีไม่ใช่หมูป่าแห่งความอุดมสมบูรณ์เหมือน กูลลีนเบอร์สตี (Gullinbersti) ของมหาเทพเฟรย์ แต่เป็นหมูป่าแห่งการศึกโดยเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้จึงสงสัยกันว่า เครื่องรางรูปหมูป่า หรือแม้แต่หมูป่าบนหมวกนักรบไวกิ้งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และผู้เชี่ยวชาญในอดีตลงความเห็นว่าเป็นสัญญลักษณ์ของมหาเทพเฟรย์นั้น จริงๆ แล้วอาจจะเป็นฮิลดีสวีนีมากกว่ากูลลินเบอร์สตี

เหตุผลก็คือ กษัตริย์ไวกิ้งพระองค์หนึ่งทรงตั้งชื่อหมวกเหล็กของพระองค์ว่า ฮิลดีโกลเทอร์ (Hildigoltr) และ ฮิลดีสวีน (Hildisvin)

ทั้งสองชื่อนี้เห็นได้ชัดว่า เป็นนามหมูป่าของมหาเทวีเฟรยา ซี่งอาจจะมีเหตุผลเชื่อมโยงไปถีงพระนางในฐานะของนางพญาแห่งวัลคีรีส์ โดยเป็นสื่อว่า เมื่อผู้สวมใส่พลีชีพในสมรภูมิ วิญญาณของเขาก็จะได้ไปวัลฮัลลา

ในสมัยโบราณ ชาวนอร์สมักเรียกกลุ่มดาวสำคัญกลุ่มหนึ่ง ที่สุกสว่างบนท้องฟ้าแลเห็นได้ชัดในฤดูหนาวว่า พัสตราภรณ์ของมหาเทวีเฟรยา (Freya’s Gown)

ทุกวันนี้ เรารู้จักกลุ่มดาวนี้ในชื่อ กลุ่มดาว โอไรออน (Orion) ซึ่งในส่วนที่นิยมเรียกกันว่า เข็มขัดของโอไรออน (Belt of Orion or Sword Belt) นั้น ชาวนอร์สก็เคยเรียกกันว่า สายคาดเอวของมหาเทวีเฟรยา (Freya’s Girdle) ด้วย

เพราะฉะนั้น ในทางโหราศาสตร์บางสำนัก จึงกล่าวว่ามหาเทวีเฟรยาทรงครองกลุ่มดาว Ursa Minor ซึ่งมีกลุ่มดาวโอไรออนเป็นใหญ่ดังกล่าว

ชาวแองโกล-แซกซัน ได้กำหนดให้วันศุกร์เป็นวันของมหาเทวีเฟรยา โดยเรียกว่า Freyjasdaeg

คำอันเป็นต้นเค้าของ Friday ในภาษาอังกฤษนี้ ฝ่ายที่นับถือพระเทวีฟริกกา ก็อ้างว่ามาจาก Frigedaeg และเห็นว่า ควรเป็นวันสำหรับพระเทวีฟริกกามากกว่า

แต่ในทางเทวศาสตร์ เรารู้กันแล้วว่าคติการบูชาพระเทวีฟริกกาเป็นคติที่เกิดขึ้นภายหลัง และเทพนารีผู้เศร้าสร้อยองค์นี้ ก็ต้องทรงยืมคุณลักษณะมากมายมาจากมหาเทวีเฟรยา เพื่อให้เรื่องราวของพระนางสมบูรณ์

ส่วนในทางโหราศาสตร์นั้น ถือว่าดาวศุกร์เป็นสตรีเพศ เกี่ยวข้องกับความรัก การแต่งงาน ความสุขในชีวิตสมรส ความรื่นรมย์ ศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกามารมณ์

และแม้เป็นดาวฝ่ายหญิง ก็เป็นดาวใหญ่ฝ่ายศุภเคราะห์ มีกำลังอำนาจมาก ถ้าดาวศุกร์ในดวงชะตาของบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งที่ดี บุคคลนั้นจักถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมานั้นทั้งหมด ซึ่งก็ตรงกับคุณสมบัติของมหาเทวีเฟรยาทุกประการ

มหาเทวีเฟรยาทรงมีอักษรรูนส์ที่เกี่ยวข้องกับพระนางเช่นกัน คืออักษร B มีชื่อเรียกในภาษายุโรปโบราณว่า เบออร์ค (Beorc) หรือ เบอร์คานา (Berkana) ภาษานอร์สโบราณเรียกว่า บยาร์คาน (Bjarkan)

ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความสวยงาม การบำบัด ความสุขทางกามารมณ์ หญิงที่สวยงามหรือแสนดีคนหนึ่ง และเรื่องของผู้หญิง ในพิธีบูชามหาเทวีเฟรยา ถ้าไม่มีเทวรูปของพระนางก็จะใช้อักษรรูนส์ตัวนี้แทน

ในทางเทววิทยา เครื่องหอมและน้ำมันหอมระเหยที่สัมพันธ์กับมหาเทวีเฟรยาคือ Rose, Rosewood, Cypress, Myrtle, Sandalwood, Mint และ Vervain

สมุนไพรที่สัมพันธ์กับพระนางคือ Alder, Birch, Bramble, Elder, Feverfew, Mint, Mugwort, Rose, Tansy, Thyme, Vervain, Yarrow, Apple  และ Valerian

อัญมณีและหินมีค่าที่สัมพันธ์กับพระนางคือ อำพัน (Amber) มรกต (Emerald) หยก (Jade) มาลาไคต์ (Malachite) และ มุกดาหาร (Moonstone)




โลหะที่สัมพันธ์กับพระนางคือทองคำ เงินและทองแดง

อักษรรูนส์ที่สัมพันธ์กับพระนางคือ Feoh, Wyn, Gyfu, Ger, Peorth, Algiz, Beorc, Ing และ Daeg

และสัตว์มงคลประจำพระองค์คือ แมว หมูป่า และหงส์

ครับ, ก็ตามที่บรรยายมาแล้ว สำหรับข้อมูลทางเทววิทยาของจอมเทพโอดิน และมหาเทวีเฟรยา ฬี่ผมคัดมาจากหนังสือที่หาซื้อได้ยากแล้ว

และเมื่อประมลจากบทความต่างๆ ผมโพสต์ไปแล้ว และจะโพสต์ต่อไปใน blog นี้ ก็นับว่าไม่จำเป็นนะครับ ที่ท่านจะต้องลำบากลำบนไปหาซื้อหนังสือดังกล่าวอีกต่อไป เพราะก็อย่างที่บอก คือเนื้อหาหลายๆส่วนก็ล้าสมัย และเกินความจำเป็นไปแล้ว

เว้นแต่ว่า ท่านจะหาซื้อเพื่อให้ได้เนื้อหาที่ครบถ้วน หรือจะสะสมให้ครบชุด เทวปกรณ์ ก็แล้วแต่ความพอใจครับ เพราะใน blog นี้ จะไม่เน้นในส่วนของเทพนิยายมากนัก แต่ถ้าจะเอาไว้อ้างอิงในส่วนที่เป็นเทววิทยาจริงๆ ก็ตาม blog นี้ดีกว่า

สำหรับใครที่คิดระบูชาเทวรูปของจอมเทพโอดิน และมหาเทวีเฟรยา ก็สามารถเลือกหาจากใน Google สั่งซื้อมาแล้วส่งให้ผมทำพิธี แบบเทวศาสผตร์ไวกิ้งโบราณได้ โดยติดต่อที่ line ID :mystica4u



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด