Saturday, November 28, 2015

ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส





ลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกนอร์สเผ่าต่างๆ ในสแกนดิเนเวีย มีศัพท์เรียกว่า อาซาทรู (Asatru) หรือ โอดินนิสม์ (Odinism)

ลัทธิศาสนาที่ว่านี้ นักศาสนศาสตร์รุ่นเก่ามักตัดสินว่าเป็นศาสนาที่ตายแล้ว คือไม่มีผู้นับถือครับ

แต่ปัจจุบันนี้กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและแคนาดา และกำลังมีความพยายามผลักดันให้เป็นศาสนาที่เป็นทางการ เช่นเดียวกับ ศาสนาดรูอิดส์ (Druids) ของพวกไอริชที่ได้รับการยอมรับไปแล้ว

ศาสนิกชนที่นับถืออาซาทรู เรียกกันว่า อาซาทรูเออร์ (Asatruer, Asatruar) หรือ โอดินนิสต์ (Odinnist)

ในทางศาสนศาสตร์ ย่อมถือว่าลัทธิศาสนาอาซาทรูเป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยมศาสนาหนึ่ง โดยบูชา จอมเทพโอดิน (Odin) เป็นเทพสูงสุด




จอมเทพองค์นี้ ผมกล่าวถึงแล้วหลายครั้ง เคยโพสต์บทความเกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยเฉพาะด้วย ไปหาอ่านกันดูนะครับ ท่านเป็นครูของศาสตร์แห่งรูนส์

เทพอื่นที่ได้รับการนับถือรองลงมา และมักได้รับการอัญเชิญในพิธีกรรมต่างๆ ร่วมกับจอมเทพโอดิน คือ มหาเทพเฟรย์ (Frey) เทพแห่งการกสิกรรม, มหาเทวีเฟรยา (Freya) เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และ มหาเทพธอร์ (Thor) เทพแห่งสายฟ้า

ทั้งสี่องค์นี้ได้รับการบูชาทั่วไปในวัฒนธรรมนอร์ส ซึ่งแม้จะต่างเผ่าต่างภาษากัน แต่ก็นับถือพระเป็นเจ้าองค์เดียวกัน เป็นแต่ออกพระนามต่างกันไปบ้างตามสำเนียงของแต่ละภาษา

นอกจากมหาเทพดังกล่าวมานี้ ยังมีเทพอื่นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมเรียกว่า เอเซียร์ (Aesir) และยังมีเทพลึกลับอยู่อีกวงศ์หนึ่ง เรียกว่า วาเนียร์ (Vanir)

ความแตกต่างระหว่างเทพทั้งสองวงศ์นี้ก็คือ คณะเทพเอเซียร์เป็นเทพแห่งแสงสว่างและการสงคราม ประทับอยู่ในแดนสวรรค์ที่เรียกกันว่า อัสการ์ด (Asgard :สำเนียงอังกฤษ-อเมริกันว่า แอสการ์ด, สเวนสคาว่า ออสกวร์ด) จัดเป็นเทพที่ใกล้ชิดมวลมนุษย์ที่สุด จึงมีเรื่องราวในเทวปกรณ์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของนักผจญภัยชาวนอร์สและนักรบไวกิ้ง




ขณะที่คณะเทพวาเนียร์นั้นเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ผู้ชำนาญการใช้เวทมนต์ ประทับอยู่ในโลกที่ลึกลับอีกโลกหนึ่ง เรียกว่า วานาไฮม์ (Vanaheim: สำเนียงสเวนสคาว่า วอนาเฮม) และไม่มีบทบาทมากนัก ยกเว้นบางองค์ที่เข้ามาประทับในอัสการ์ดร่วมกับคณะเทพเอเซียร์

เทพเจ้าต่างๆ ในลัทธิศาสนาอาซาทรูมีที่มาที่ไม่เหมือนกันหรอกครับ บางองค์มาจากเทพเจ้ารุ่นเก่าที่เคยมีอยู่แล้วในยุโรป บางองค์เป็นอีกภาคหนึ่งของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ บางองค์ได้รับมาจากเทววิทยากรีก-โรมัน หรือแม้แต่บางองค์ก็เกิดจากการสร้างสรรค์ของเหล่ากวีและนักขับลำนำ

เทพกลุ่มหลังสุดนี้ ยังไม่มีผู้สัมผัสทิพยภาวะได้มากพอที่จะเป็นข้อยุติ หรือเป็นมาตรฐานในทางเทววิทยา ดังนั้นแม้จะทรงมีบทบาทอยู่บ้างในเทพนิยาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าทรงมีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงความเชื่อเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะบางสำนักเท่านั้นครับ

แม้ว่า ลัทธิศาสนาอาซาทรูจะมีเทวปกรณ์เล่าเรื่องกำเนิดโลกและมนุษย์ โดยการสร้างสรรค์ของพระเป็นเจ้าสูงสุด เช่นเดียวกับศาสนาโบราณอื่นๆ แต่ทวยเทพนั้นไม่เป็นอมตะ แม้แต่จอมเทพโอดินผู้ทรงเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด ก็ทรงหยั่งรู้ในชะตากรรมของพระองค์ และเทพเจ้าทั้งหลาย รวมถึงสรรพสิ่งที่จะต้องถูกทำลายลงแทบทั้งหมดในวันโลกาวินาศ หรือ รักนาร็อค (Ragnarok)



         
หากก่อนจะถึงเวลานั้น พระองค์และปวงเทพก็ทรงเฝ้าถนอมโลกที่ทรงสร้างขึ้นมาอย่างดีที่สุด เพื่อว่าเมื่อถึงวันโลกาวินาศ จะได้มีเทพเจ้าและมนุษย์บางส่วนที่เหลือรอดไปสร้างโลกยุคใหม่ที่มีแต่ความสงบสุข เป็นยุคทองอันแท้จริงของมนุษย์ เช่นเดียวกับที่ชนชาติอื่นๆ ใฝ่ฝันร่วมกัน

เมื่อนับถือศาสนาที่เน้นสัจธรรมของความไม่จีรังยั่งยืน และการมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ควรทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อุดมคติของชาวนอร์สทั้งปวงจึงตั้งอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

คือการได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อจะได้ตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ และคนรุ่นหลังนำเรื่องของตนไปเล่าสืบต่อกันในฐานะวีรชน

ชาวนอร์สเชื่อว่า การตายอย่างมีเกียรติในการสงคราม หรือด้วยการทำหน้าที่อย่างดีที่สุดนี่ละครับ ยังจะทำให้จอมเทพโอดินทรงพิจารณาคัดเลือกดวงวิญญาณของพวกเขาขึ้นสวรรค์ ไปสู่ดินแดนซึ่งผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ไป เรียกว่า วัลฮัลลา (Valhalla) เพื่อรวมกันเป็นกองกำลังที่จะทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าเทพเจ้าในวันสิ้นโลก อันจักบังเกิดในอนาคตกาลพร้อมกับการมาถึงของกองทัพยักษ์ ซึ่งในลัทธิศาสนาอาซาทรูถือว่า เป็นพลังอำนาจอันชั่วร้ายที่จะมาทำลายสรรพสิ่งให้สูญสิ้นไป




ชีวิตในวัลฮัลลา คือสวรรค์ในอุดมคติของชาวนอร์ส แต่ละวัน เหล่านักรบผู้กล้าหาญจะต่อสู้กันด้วยดาบและอาวุธต่างๆ เพื่อเป็นการประลองฝีมือ ทุกบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้จะมลายหายไปสิ้นเมื่อตะวันตกดิน และผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจนถึงแก่ความตายจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ยามค่ำคืน นักรบทุกคนจะได้เข้าไปสังสรรค์กันในท้องพระโรงของวัลฮัลลา ซึ่งมีอาหารและสุราเลิศรสให้ดื่มกินอย่างไม่มีวันหมดสิ้น




อุดมคติเช่นนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวไวกิ้งแล่นเรือฝ่าคลื่นลม และความโหดร้ายของท้องทะเลที่ยากจะมีผู้ใดผ่านพ้น จนพิชิตบ้านเมืองต่างๆ สร้างความครั่นคร้ามไปทั่วยุโรปโดยไม่มีผู้ใดต้านทานได้เป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี

ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ยุคเสื่อมของไวกิ้งก็มาถึงพร้อมกับการที่พวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ และลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกเขานั่นเอง

องค์ประกอบอันสำคัญยิ่งของลัทธิศาสนาอาซาทรู จึงเป็นเทพนิยาย (Mythology) ซึ่งนิยมนำมาเล่าขานกันทั่วไปทุกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครอง กษัตริย์ ขุนนาง ซึ่งชื่นชอบคุณลักษณะแห่งความเป็นนักปราชญ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของจอมเทพโอดิน

ในขณะที่พวกผู้หญิงซึ่งใฝ่ฝันถึงความสวยงาม ความมีอิสระเสรีไม่อยู่ใต้อาณัติผู้ใดของมหาเทวีเฟรยา




ในอีกภาคส่วน เทพนิยายอันมีสีสันของมหาเทพธอร์ ผู้ทรงพลังยิ่งกว่าเทพองค์ใดในอัสการ์ด ก็ให้แรงบันดาลใจแก่นักรบและนักแสวงโชคไวกิ้ง ในการมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ตนไม่รู้จัก

ด้วยเหตุนี้ สังคมนอร์สจึงให้ความสำคัญกับคนที่มีความรู้ ซึ่งได้แก่เหล่ากวี นักขับลำนำ และปรัชญาเมธีเป็นอย่างมากครับ ถึงขนาดที่ว่ากวีที่มีไหวพริบเป็นเยี่ยม (ปฏิภาณกวี) จะได้รับการยกย่องเสมอด้วยนักดาบที่มีฝีมือสูงส่งทีเดียว

เพราะเหตุว่า คนเหล่านี้คือผู้จาริกไปในที่ต่างๆ ที่ชาวนอร์สบุกเบิกเข้าไป นำเทพนิยายต่างๆ ไปเล่าขาน ซึ่งแม้เหล่านักรบไวกิ้งผู้โหดเหี้ยมที่สุดก็พอใจที่จะได้ฟังในยามที่พวกเขาว่างเว้นจากการต่อสู้




นักเล่านิยายเหล่านี้ เป็นชาวนอร์สพวกเดียวเท่านั้นครับที่อ่านออกเขียนได้ และเมื่อนำเทพนิยายไปเล่าขานที่ใด ผู้ฟังก็มีความคาดหวังที่จะให้พวกเขาเป็นผู้นำชื่อเสียงและวีรกรรมของตนไปเล่าให้ผู้อื่นในที่ห่างไกลได้ฟังบ้างเช่นกัน

กวีและนักปราชญ์พเนจรชาวนอร์ส จึงเป็นผู้เก็บรักษาเทวปกรณ์และตำนานวีรบุรุษไว้ได้มาก และบ่อยครั้งที่พวกเขาจะรจนาเรื่องราวใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไป โดยดัดแปลงจากเทพนิยายกรีก-โรมัน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้สำคัญในสมัยเริ่มอารยธรรมนอร์ส

เทวปกรณ์อาซาทรู จึงมีเนื้อหาบางอย่าง และเทพเจ้าบางองค์คล้ายกับที่มีอยู่ในเทพนิยายกรีก-โรมันสอดแทรกอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่ส่วนสำคัญของคติความเชื่อทั้งหมดก็ตาม ตรงนี้ผู้ศึกษาเทววิทยาอาซาทรูจะสังเกตเห็นอยู่บ่อยๆ ครับ

สำหรับชาวนอร์สทั่วไปที่มิได้เป็นนักผจญภัยหรือนักแสวงโชค ก็มีความผูกพันกับเทพเจ้าในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน มีแม้กระทั่งการนับถือเทพประจำตระกูล ประจำสาขาอาชีพ และมีการประกอบพิธีกรรมในช่วงเวลาสำคัญของแต่ละปี โดยมีหลักเกณฑ์แน่นอนไม่แพ้ศาสนาเทวนิยมอื่นๆ




1 comment:

  1. อ่านแล้วได้ความรู้มากมายจริงๆ ค่ะ

    ReplyDelete

Note: Only a member of this blog may post a comment.