Saturday, March 24, 2018

มหาเทวีเฟรยา พระเทวีฟริกกา





ผู้เริ่มต้นศึกษาเทววิทยาสแกนดิเนเวีย มักจะต้องพบกับความสับสนบ่อยๆ

ระหว่าง มหาเทวีเฟรยา (Freya) เจ้าแห่งความงาม ความรัก และ พระเทวีฟริกกา (Frigga) เจ้าแห่งความเมตตา การสมรส และครอบครัว

เพราะถ้าเปรียบเทียบกับลัทธิศาสนาอื่นเช่น กรีก-โรมัน คุณสมบัติเหล่านี้มักจะเป็นของเทพนารีองค์เดียวกันครับ

และไม่เพียงแต่ทรงมีคุณสมบัติในเรื่องที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น แม้แต่เทวลักษณะก็เหมือนกัน คือทรงมีพระสิริโฉมงดงามเฉิดฉาย พระเกศาสีทอง

พระนามก็คล้ายกันมาก ซึ่งถ้าพิจารณาจากรากศัพท์ และหลักไวยากรณ์ของภาษานอร์สโบราณแล้ว ก็เห็นว่าสามารถจะใช้แทนกันได้ด้วย

ที่สำคัญก็คือ เทพนารีทั้งสองทรงดำรงตำแหน่ง มหาเทวีแห่งสวรรค์ เหมือนกัน

กล่าวคือ องค์หนึ่งทรงเป็นนางพญาแห่งวัลคีรีส์ ผู้ควบคุมกองกำลังของจอมเทพโอดิน ในการ “ล่า” ดวงวิญญาณวีรชนในมิดการ์ด

อีกองค์หนึ่ง ทรงเป็นพระชายาของจอมเทพโอดิน ผู้ซึ่งโดยตำแหน่งย่อมถือว่า ทรงเป็นราชินีแห่งสวรรค์

ผู้ศึกษาเรื่องนี้ โดยมากเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผลเลยครับ

เทวสตรีผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในคณะเทพทั้งปวง ไม่ว่าลัทธิศาสนาใด ควรมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ, ยังมีเรื่องชวนปวดหัวมากยิ่งไปกว่านั้นอีก

เทวตำนานเก่าแก่ จากหลายแหล่งของสแกนดิเนเวีย ต่างก็ยืนยันว่า มหาเทวีเฟรยาต่างหาก ที่ทรงเป็นพระชายาของจอมเทพโอดิน

ซึ่งแม้จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังมีผู้กล่าวเช่นนี้อยู่




โดยเฉพาะในบางลัทธิ ที่บูชาจอมเทพโอดินกับมหาเทวีเฟรยา ในลักษณะของทวิเอกานุภาพนั้น ก็บูชาในฐานะที่พระนางทรงเป็นพระชายาขององค์จอมเทพเลยทีเดียว

แม้ว่าในคติดังกล่าวนี้ พระเทวีฟริกกาจะยังทรงมีบทบาทร่วมอยู่ในคณะเทพเอเซียร์ด้วยเช่นกัน

งงมั้ยล่ะครับ?

การที่นับถือกันว่า มหาเทวีเฟรยาทรงเป็นพระชายาของจอมเทพโอดิน ดังที่กล่าวมานี้  ไม่ใช่เป็นแค่ลัทธิเล็กๆ นะครับ แต่เป็นสาขาหนึ่งที่สำคัญของเทวศาสตร์อาซาทรู และเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปในปัจจุบัน

จนเมื่อ คลีฟ บาร์เรตต์ (Clive Barrett) ปรมาจารย์ด้านไพ่ยิปซีหรือไพ่ทาโรต์ ได้ผลิตไพ่ชุด The Norse Tarot ขึ้น ท่านผู้นี้ก็ไม่ลังเล ในการที่จะบรรจุภาพจอมเทพโอดิน กับมหาเทวีเฟรยาลงในหน้าไพ่ชุด Major Arcana ของไพ่สำรับดังกล่าว โดยใช้เป็นหน้าไพ่ The Lovers





มีผู้ชี้ว่า หลักฐานอีกประการหนึ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อเช่นนี้ ก็คือองค์เทพ โอเดอร์ (Odur) พระสวามีของมหาเทวีเฟรยานั่นเองครับ

เทพองค์นี้ ไม่มีภูมิหลังให้เราสืบค้นอะไรได้ รวมทั้งพระนาม ซึ่งบางทีก็เรียกกันสั้นๆว่า Od อีกทั้งอุปนิสัยที่ชอบท่องเที่ยวไปทั่วโลก ก็ชวนให้คิดว่าเทพผู้ลึกลับองค์นี้ ก็คือจอมเทพโอดินนั่นเอง

จากประสบการณ์ของผมเองนะครับ เห็นว่า การแก้ไขความสับสนที่กล่าวมาทั้งหมด อาจทำได้ไม่ยาก ถ้าเพียงแต่เราจะไม่เอาแนวความคิดในศาสนาหนึ่ง ไปตัดสินอีกศาสนาหนึ่ง
         
ดังที่ชาวตะวันตกเป็นจำนวนมาก ชอบกระทำกับลัทธิศาสนาอาซาทรู

เทพนิยายในแต่ละศาสนา ย่อมมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองครับ

แนวคิดบางอย่างอาจสอดคล้องกับศาสนาอื่น แต่บางอย่างก็ย่อมแตกต่างออกไปเป็นเอกเทศ ตามวิถีแห่งพัฒนาการทางอารยธรรม ของกลุ่มชนที่นับถือศาสนานั้นๆ

ลัทธิศาสนาอาซาทรูก็เช่นกัน มีทั้งองค์ประกอบที่เป็นตัวของตัวเอง และคล้ายคลึงกับศาสนาอื่น

เช่นว่าเรื่องความรักและการแต่งงาน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้

เพราะคุณสมบัติของมหาเทวีเฟรยานั้น ผูกพันกับความรักที่มีอิสระเสรี และกามารมณ์ ในฐานะที่เอาไว้ปลดปล่อยความต้องการ




ขณะที่พระเทวีฟริกกาทรงดูแลชีวิตสมรส และครอบครัวในภาพรวม

ความรักแบบของมหาเทวีเฟรยา เป็นความรักแบบหนุ่มสาว ส่วนของพระเทวีฟริกกา เป็นความรักแบบผู้ใหญ่

ชาวนอร์สมองว่า สองสิ่งนี้แตกต่างกันโดยตัวของมันเองอยู่แล้วครับ

ที่สำคัญก็คือ สังคมนอร์สนั้นให้ความสำคัญกับผู้หญิง

และถ้าผู้หญิงสองคนมีอำนาจบารมีทัดเทียมกัน ในขณะที่มีความชำนาญที่แตกต่างกัน ก็สามารถมีฐานะที่เท่าเทียมกันได้ในสังคม

และได้รับการเคารพนับถือเท่ากัน มีเกียรติเสมอกัน โดยไม่จำเป็นต้องชิงดีชิงเด่นกัน

ภาระหน้าที่อันสมควรแก่วัยวุฒิ ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความแตกต่างที่จำเป็นต้องมี และอยู่ร่วมกันได้ในทุกสังคม ตามทรรศนะของชาวนอร์สครับ

มหาเทวีเฟรยาทรงเป็นหญิงสาว แข็งแรงและปราดเปรียว เหมาะที่จะควบคุมเหล่านางฟ้าแห่งสงครามออกสู่สนามรบ




ขณะที่พระเทวีฟริกกาทรงเป็นผู้ใหญ่ เป็นแม่บ้าน พระจริยาวัตรนุ่มนวล ก็เหมาะที่จะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เพื่อดูแลบ้านให้เรียบร้อย

ทั้งสองสิ่งนี้ย่อมสำคัญพอๆ กันในสังคมไวกิ้ง และไม่จำเป็นที่คนใดคนหนึ่งจะต้องกระทำหมดทั้งสองอย่าง ในเมื่อสามารถแบ่งหน้าที่กันได้อยู่แล้ว

ดังนั้นในความสับสน เราก็จะเริ่มเห็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนละครับ

มหาเทวีเฟรยาเกี่ยวข้องกับความรัก สิ่งสวยงามและงานศิลปะ ขณะที่พระเทวีฟริกกาเกี่ยวข้องกับความกลมเกลียวในครอบครัว คุณสมบัติของภรรยาที่ดี และงานคหกรรม

มหาเทวีเฟรยาทรงมีความสัมพันธ์กับชายอื่น นอกเหนือจากพระสวามีของพระนาง แต่พระเทวีฟริกกาไม่

ส่วนในทางโบราณคดี ก็มีประเด็นอยู่ว่า คติการบูชามหาเทวีเฟรยานั้นเก่าแก่มาก เก่าไปถึงยุคสำริดของยุโรปเหนือ คือ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล

นับว่า อาจจะมีอายุมากกว่าคติการบูชาจอมเทพโอดิน หรือมหาเทพธอร์เสียอีก
         
มิพักต้องกล่าวถึงคติการนับถือพระเทวีฟริกกา ซึ่งเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในช่วงกลางถึงปลายยุคไวกิ้งนี่เอง




ในขณะเดียวกัน นักเทววิทยาบางท่านก็ชี้ให้เห็นว่า คติการบูชาพระเทวีฟริกกาไม่เพียงเกิดขึ้นทีหลัง แต่ยังเป็นคติที่แยกย่อยมาจากการบูชามหาเทวีเฟรยาอีกด้วย

กล่าวอย่างง่ายที่สุดก็คือ พระเทวีฟริกกา ทรงเป็นเสมือนภาคหนึ่งของมหาเทวีเฟรยานั่นเองครับ

ดังนั้น แม้แต่พระนามของพระนางก็เห็นได้ชัดว่า เพี้ยนไปจากพระนามของมหาเทวีเฟรยา และยังมีความหมายเหมือนกันอีก

มูลเหตุของเรื่องนี้ ก็คงเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชนที่รับเอาคติการนับถือมหาเทวีเฟรยาไป และนานเข้า ก็ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมไปตามอุดมคติของตน จนกลายเป็นความแตกต่างกันในที่สุด

ต่อมา เมื่อคติการนับถือมหาเทวีเฟรยา ซึ่งเปลี่ยนรูปไปในภาคของพระเทวีฟริกกานี้ กลับเข้ามารวมกับลัทธิศาสนาอาซาทรูอีกครั้ง จึงต้องมีการสังคายนากันใหม่

และด้วยการปรุงแต่งของผู้สังคายนา เทพนารีทั้งสองจึงยังคงเป็นมหาเทวีแห่งสวรรค์ ตามที่ทรงเป็นมาตั้งแต่แรก ทรงมีบทบาทที่สำคัญทัดเทียมกัน แต่คนละด้านกันไงครับ




ส่วนเรื่องที่ว่า เทวีองค์ใดกันแน่ที่ทรงเป็นชายาของจอมเทพโอดิน และเทพโอเดอร์ทรงมีตัวตนจริงแค่ไหน

สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาสำคัญแล้วละครับ ในการศึกษาเทววิทยายุคนี้

เพราะเรารู้กันแล้วว่า คตินิยมในการผูกเรื่อง ให้เทพองค์ใดเป็นสามีภรรยากัน หรือเป็นพ่อแม่ลูกกันนั้น เป็นกุศโลบายเพื่อผลทางการเมือง ที่ศาสนาฝ่ายเทวนิยมแทบทั้งหมดในโลกนี้ใช้กันทั้งสิ้น
         
ขณะที่ในทางเทวศาสตร์นั้น มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า เมื่อเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีสามี ภรรยา หรือบุตร ไม่ว่าในลัทธิศาสนาใดก็ตาม


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Saturday, February 10, 2018

แอตแลนติส : จากตำนานสู่ความจริง




แอตแลนติส (Atlantis/Ἀτλαντὶς) เป็นอาณาจักรในตำนาน ที่ถูกกล่าวถึงโดย เพลโต (Plato/Πλάτων กรีกออกเสียงว่า พลาโตน) นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล

เพลโต เขียนเรื่องราวของอาณาจักรดังกล่าว โดยอ้างว่า โซลอน (Solon/Σόλωνας กรีกออกเสียงว่า โซโลนาส) รัฐบุรุษชาวเอเธนส์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 630–560 ปีก่อนคริสตกาล ได้รับรู้เรื่องราวของแอตแลนติส จากนักบวชชาวอียิปต์ท่านหนึ่ง

จากคำบอกเล่าของนักบวชไอยคุปต์ แอตแลนติส เป็นเกาะอันอุดมสมบูรณ์อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลิเบียและเอเชียไมเนอร์รวมกัน 


เพลโต ผู้ก่อเกิดตำนานแอตแลนติส

เพลโตกล่าวว่า แอตแลนติสเป็นมหานครที่มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด แบ่งการปกครองเป็น 10 นครรัฐ มีกษัตริย์ 10 พระองค์คอยร่วมประชุม มีกำลังกองทัพบกและกองทัพเรือรวมกันทั้งสิ้น 1,210,000 คน ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า ประชากรทั้งหมดจะต้องมีจำนวนหลายล้านทีเดียว

ชาวแอตแลนติสยุคแรกมีทั้งความรู้ และความสุภาพนุ่มนวล พวกเขามีความคิด “ในเรื่องการครอบครองทองคำและทรัพย์สินอื่น ๆ อย่างไม่ถาวร พวกเขาไม่มัวเมาในความมั่งคั่ง ทั้งความร่ำรวยก็ไม่อาจฉุดพาพวกเขาให้ละเลยการควบคุมตัวเองได้เลย”

พวกเขาทะนุถนอมมิตรภาพยิ่งกว่าความมั่งมีทางโลก พลเมืองทั้งหมดอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสันติสุข เพลโตกล่าวว่า “พวกเขาเหยียดหยามทุกสิ่ง เว้นแต่ศีลธรรม”

แต่ในช่วงยุคสุดท้ายของประวัติศาสตร์แอตแลนติส ดินแดนแห่งนี้ก็เข้าสู่วิถึแห่งจักรวรรดินิยม
        
ชาวแอตแลนติสเริ่มไม่พอใจกับความร่ำรวยที่มี และพยายามจะครองโลก โดยเริ่มจากการขยายอาณานิคมในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน

พวกเขาได้รับชัยชนะในการรุกรานนครรัฐต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่ของกรีก มีแต่นครเอเธนส์เพียงแห่งเดียวที่ยืนหยัดต่อสู้ และเป็นเหตุให้ สมุทรเทพโพโซดอน (Poseidon/Ποσειδώνας) ทรงพิโรธชาวแอตแลนติส

สิ่งนี้ทำให้ภัยพิบัติร้ายแรงเกิดขึ้น จนเกาะแอตแลนติสจมหายไปใต้เกลียวคลื่น ภายในวันและคืนเดียว ในช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล




เพลโตยืนยันว่า แอตแลนติสเป็นเรื่องจริง ขณะที่หลายคนไม่เชื่อ แม้แต่ อริสโตเติล (Aristotle/Αριστοτέλης กรีกออกเสียงว่า อะริสโตเตลส) ลูกศิษย์ของเขาเอง ยังไม่ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเลยครับ

ส่วนนักโบราณคดี และนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องของแอตแลนติส ตามหลักวิชาอย่างจริงจัง ก็มีความเห็นร่วมกันว่า ถ้าเรื่องราวของแอตแลนติสเป็นความจริง ก็จะมีปัญหาอยู่ 2 ประการคือ ระยะเวลา และ สถานที่ตั้ง

จากหลักฐานทางโบราณคดี อารยธรรมระดับเมืองใหญ่แห่งแรกของโลก เกิดขึ้นเมื่อประมาณ  3,500 ปีก่อนคริสตกาล ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ส่วนที่ปัจจุบันเป็นประเทศอิรัก

และไม่มีร่องรอยทางวัฒนธรรมแม้แต่ระดับของชุมชนถาวร อยู่ในทวีปยุโรป ก่อนหน้า 7,000 ปีก่อนคริสตกาลเลย

ไม่มีแม้แต่การใช้ม้ากันในยุโรป จนกระทั่งยุคสำริด เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล

ดังนั้น จึงไม่มีนครรัฐเอเธนส์ให้ไปทำสงครามกับแอตแลนติส ในยุค 9,500 ปีก่อนคริสตกาลอย่างแน่นอนครับ

การที่เพลโตรระบุว่า แอตแลนติสตั้งอยู่เลย เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) ออกไป ซึ่งในปัจจุบัน คือ ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แอตแลนติส ก็น่าจะเป็นหมู่เกาะ อะซอเรส (Azores) หรือ คานารีส (Canaries)

แต่หมู่เกาะหเล่านี้ ก็เล็กมากเกินกว่าจะเป็นทวีปแอตแลนติสของเพลโต และจากการศึกษาทางโบราณคดีในหมู่เกาะเหล่านี้ ก็ยังไม่มีการค้นพบหลักฐานว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมใดๆ ที่เก่าแก่ระดับนั้นมาก่อน

การสำรวจ ณ แหล่งโบราณคดี หรือพื้นที่อื่นของโลก ที่มีผู้เสนอกันไปต่างๆ นานา ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

ในสายตาของนักโบราณคดี นักธรณีวิทยา และนักสมุทรศาสตร์แล้ว แอตแลนติสไม่เคยมีหลักฐานอื่นใด นอกจากในงานนิพนธ์ของเพลโตครับ

แต่แล้ว ความจริงก็ค่อยๆ เปิดเผยขึ้น ในปี ค.ศ.1900

เมื่อ เซอร์ อาร์เธอร์ อีแวนส์ (Sir Arthur Evans) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ขุดพบ พระราชวังคนอสซอส (Knossos) แห่ง อารยธรรมไมโนอัน (Minoan) บน เกาะครีต (Crete) ใน ทะลอีเจียน (Aegean)  

จากซากโบราณวัตถุสถาน ที่ทยอยปรากฏสู่สายตาชาวโลก เห็นได้ชัดว่า อารยธรรมไมโนอันเป็นอารยธรรมชั้นสูง ที่เคยรุ่งเรืองในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ก่อนที่อารยธรรมกรีกจะถือกำเนิดต่อมาในภูมิภาคนี้


ภาพ Reconstruction พระราชวังคนอสซอส บนเกาะครีต

ชาวไมโนอันเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งร่ำรวย จากการค้าข้าวสาลี ทองแดง ตะกั่วและเครื่องปั้นดินเผา กับอียิปต์ และผู้คนจากที่ไกลๆ โดยมีเมืองท่าสำคัญอยู่บน เกาะธีรา (Thera) ซึ่งปัจจุบันเรียก เกาะซานโตรีนี (Santorini)

พวกเขารู้จักสร้างพระราชวัง และบ้านที่มีระบบระบายอากาศ ห้องน้ำที่มีชักโครก มีระบบการระบายน้ำที่ดีเยี่ยม รู้จักขุดคลอง อุโมงค์ มีเทคโนโลยีในการถลุงแร่ นับเป็นอารยธรรมในอุดมคติ ที่เจิดจรัสขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรปอย่างแท้จริง

แต่เมื่อราวๆ 3,500 ปีมานี้เอง อาณาจักรไมโนอันก็ได้สาบสูญไป ทำนองเดียวกับแอตแลนติสของเพลโต

แต่ปัญหาก็คือ จากการสำรวจทางโบราณคดี และทางธรณีวิทยาที่กระทำในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่า เกาะครีตไม่เคยจมลงใต้ทะเลเลย


ศ.สปิริโดน นิโคเลา มารินาโตส

จนกระทั่งอีก 30 ปีต่อมา เมื่อ ศ.สปิริโดน นิโคเลา มารีนาโตส (Spyridon Nikolaou Marinatos/Σπυρίδων Νικολάου Μαρινάτος 1901–1974)) นักโบราณคดีชาวกรีก ได้ขุดค้นที่เมือง อโครตีรี (Akrotiri) ทางใต้ของเกาะธีรา เขาได้พบซากเมืองใหญ่ในยุคสำริด ถนนหนทาง เครื่องปั้นดินเผา โบราณวัตถุ และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มากมายของอารยธรรมไมโนอัน

วัตถุเหล่านี้ถูกฝังอยู่ภายใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟ ซึ่งระเบิดบนเกาะธีรา เถ้าถ่านและฝุ่นละอองจากการระเบิดดังกล่าว ได้ลอยไกลจากเกาะธีราไปปกคลุมเกาะครีต ซึ่งอยู่ไกลกันถึง 96 กิโลเมตร 

ดังนั้น ในปี ค.ศ.1939 ศ.มารีนาโตสจึงได้เสนอทฤษฎีว่า อารยธรรมไมโนอันบนเกาะครีต ต้องล่มสลายเพราะการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ของภูเขาไฟบนเกาะธีรานั่นเองครับ

โดยในช่วง 1,520 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ภูเขาไฟบนเกาะธีราได้ระเบิด 3 ครั้ง และในครั้งท้ายสุด พลังระเบิดของภูเขาไฟที่สูงถึง 1,600 เมตร มีความรุนแรงมากยิ่งกว่าการระเบิดของ ภูเขาไฟกรากาตัว (Krakatoa) ในอินโดนีเซีย ที่ระเบิดเมื่อปี ค.ศ.1883 ถึง 5 เท่า

เสียงภูเขาไฟระเบิดในครั้งนั้น สามารถได้ยินไปไกลถึง 3,000 กิโลเมตร ฝุ่น ควันและเขม่าภูเขาไฟได้พุ่งขึ้นฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตรในบริเวณรอบๆ ภูเขาไฟ เปลี่ยนสภาพจากกลางวันเป็นกลางคืน เถ้าถ่านและลาวาที่หนาถึง 30 เมตรได้ทับถมบ้านเมืองอันสวยงามบนเกาะธีรา จนหายไปจากโลกนี้ภายในวันและคืนเดียว


ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ของโบราณสถานที่จมอยู่ใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟบนเกาะธีรา
แสดงให้เห็นบรรยากาศการค้าขายทางทะเลที่คึกคัก

และอีก 40 ปีต่อมา การยุบตัวของปล่องภูเขาไฟบนเกาะธีรา ก็ทำให้ทะเลบริเวณรอบเกาะปั่นป่วน คลื่นยักษ์สึนามิที่มีความสูงถึง 30 เมตรเข้าถล่มเกาะครีต ทำให้พระราชวัง และเมืองต่างๆ ของอาณาจักรไมโนอันพังพินาศ

เหตุการณ์นี้ มีผลทำให้อารยธรรมไมโนอันถึงจุดจบ แล้ว อารยธรรมไมซีเนียน (Mycenean) ก็ได้เข้ามาแทนที่ทันที

แม้ช่วงเวลาในการจมของเกาะธีรา ไม่ตรงกับคำบอกเล่าของเพลโต ที่ว่า แอตแลนติสมีอยู่เมื่อ 9,000 ปี ก่อนสมัยของโซลอน

แต่ ศ.อันเจโลส กาลาโนปูโลส (Angelos Galanopulos/Αγγέλος Γαλανόπουλος 1910-2001) นักธรณีวิทยาชาวกรีก ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ซึ่งได้ศึกษาเรื่องแอตแลนติส และอารยธรรมไมโนอันอย่างละเอียด ก็อธิบายว่า เพลโตระบุว่า นครหลวงของแอตแลนติสมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 11 ไมล์ ซึ่งมีขนาดเดียวกันกับเกาะธีรา

และแม้ตัวเลขอื่นๆ ของเพลโต จะมีปริมาณมากเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้านำทุกๆ ตัวเลขที่มากกว่า 1,000 ที่เพลโตอ้างไว้ มาหารด้วย 10 ก็จะทำให้ตัวเลขแสดงขนาดและปริมาณทั้งหมดของแอตแลนติส ลดลงเท่ากับอาณาจักรไมโนอันครับ

ดังนั้น หากตัดเลข 0 ออกจากบรรดาตัวเลขเหล่านั้นเพียงตัวเดียว ระยะเวลาที่แอตแลนติสจมหายไปในทะเล ก็จะกลายเป็น 900 ปีก่อนสมัยของโซลอน ตรงกับเวลาที่ภูเขาไฟระเบิดที่เกาะธีราพอดี


หนังสือที่ ศ.กาลาโนปูโลส เขียนร่วมกับ เอ็ดเวิร์ด เบคอน
เรื่องความจริงเบื้องหลังตำนานแห่งแอตแลนติส

ศ.กาลาโนปูโลสคิดว่า ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่โซลอนแปลคำบอกเล่าของนักบวชอียิปต์ผิด จากตัวเลขจำนวน 100 แปลผิดเป็นจำนวน 1,000

ซึ่งความสับสนเช่นเดียวกันนี้ ก็ยังมีอยู่ในภาษาอังกฤษปัจจุบันนะครับ เช่นตำว่า Billion ที่ชาวอเมริกันแปลว่า หนึ่งพันล้าน ขณะที่ชาวอังกฤษแปลว่า หนึ่งล้านล้าน

ส่วนผมมองว่า บางทีอาจจะไม่ใช่โซลอนแปลผิดก็ได้

เพลโตเองนั่นแหละครับ ที่อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของแอตแลนติสดูยิ่งใหญ่ขึ้น โดยการเติมเลข 0 เข้าไปในทุกๆ ตัวเลขที่ระบุถึงปริมาณของสิ่งต่างๆ ในตำนานแอตแลนติส

ส่วนการที่มีผู้โต้แย้ง ดร.กาลาโนปูโลส ว่า

1. ถ้าแอตแลนติสที่แท้จริงอยู่ในทะเลอีเจียน แล้วเหตุใด เพลโตจึงบอกว่าอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก?

2. ถ้าแอตแลนติสอยู่บนเกาะครีต และเกาะธีรา ซึ่งใกล้กับแผ่นดินใหญ่ของกรีกแล้ว เหตุใดชาวกรีกจึงไม่รู้จักแอตแลนติส จนกระทั่งโซลอนได้ฟังมาจากนักบวชไอยคุปต์?

ก็มีคำตอบในข้อแรกว่า เพราะขนาดของแอตแลนติสตามที่เพลโตระบุไว้นั้น ใหญ่เกินกว่าที่จะใส่ลงในที่ใดๆ ได้ นอกจากในมหาสมุทรแอตแลนติกไงครับ

และก็เป็นไปได้ด้วยนะครับ ที่จะมีการตีความคำบอกเล่าของเพลโตผิด

เพราะการที่เขากล่าวว่า แอตแลนติสตั้งอยู่เลย “เสาหินของเฮอร์คิวลีส” ออกไป ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่คิดกันว่า หมายถึงเลยช่องแคบยิบรอลตาร์ออกไปนั้น ดร.กาลาโนปูโลสอธิบายว่า ชื่อดังกล่าว ครั้งหนึ่งยังเคยหมายถึงเนิน 2 แห่ง ที่ยื่นไปทางชายทะเลภาคใต้ของกรีซในปัจจุบันด้วย ซึ่งก็จะเป็นจุดชี้ทางไปเกาะครีตนั่นเอง

ส่วนคำตอบในข้อสอง ก็ชัดเจนว่า ชาวกรีกนั้นเป็นชนชาติใหม่เกินกว่าจะรู้จักเรื่องราวของอารยธรรมไมโนอันมากนัก

เทพนิยายของพวกเขา (รวมทั้งในส่วนที่กล่าวถึงเกาะครีต เช่น ตำนาน Minotaur และเขาวงกต) เริ่มต้นในช่วง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งก็เป็นช่วงที่ชาวไมซีนี่ครอบครองเกาะครีต และพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว

และแม้แต่ประวัติศาสต์ของไมซีนี่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชาวกรีกยังจดจำได้เพียงเลือนลาง นับประสาอะไรล่ะครับ กับอารยธรรมไมโนอันที่เก่ากว่านั้น


โบราณสถานส่วนหนึ่งของพระราชวังคนอสซอส บนเกาะครีตในปัจจุบัน

ดังนั้น เรื่องราวทั้งหมดของแอตแลนติสที่เพลโตนำเสนอ จึงสรุปได้ว่า น่าจะเป็นการปรุงแต่งขึ้นจากความหายนะของอารยธรรมไมโนอัน โดยการเพิ่มปริมาณของตัวเลข และทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป

เพลโตไม่ใช่นักโบราณคดี ยุคของเขายังไม่มีใครสนใจเรื่องความเที่ยงตรงทางประวัติศาสตร์ และเขาเขียนเรื่องแอตแลนติสขึ้นมา เพื่อรองรับปรัชญาของเขา

ดังนั้น เขาไม่จำเป็นต้องเคารพต่อข้อเท็จจริงนะครับ

บางที เพลโตอาจมีแหล่งข้อมูลอื่นอีก นักวิชาการบางท่านชี้ว่า แอตแลนติส มีเนื้อหาบางส่วนที่ละม้ายคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ของ สงครามเปโลโปนนีเชียน (πελοποννήσιος กรีกออกเสียงว่า เปโลโปนีซีโอส) ที่เกิดขึ้นเมื่อ 431-404 ปีก่อนคริสต์กาลอีกด้วย

และเพราะฉะนั้น อริสโตเติล ศิษย์ของเขา ก็คิดถูกนะครับ ที่ว่า แอตแลนติส คืออาณาจักรนิยายที่ไม่มีตัวตน

แต่ถึงแม้ว่า บทสรุปของแอตแลนติส จะเป็นเพียงอาณาจักรในจินตนาการของเพลโต ที่ปรุงแต่งจากเรื่องจริงของอารยธรรมไมโนอันก็ตาม

จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงมีฝรั่งและคนไทย ที่ชื่นชอบเรื่องลี้ลับ และไม่สนใจ update ข้อมูลทางโบราณคดี ยึดมั่นและเผยแพร่เรื่องราวของแอตแลนติสกันอย่างสม่ำเสมอนะครับ

ส่วนใหญ่จะพากันต่อยอดไปไกล ถึงขนาดที่ว่า อารยธรรมโบราณหลายๆ แห่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ เมโสโปเตเมีย ไปจนถึง อินคา (Inca) มายา (Maya) และ อัซเต็ค (Aztec) ในอเมริกากลาง รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ ซึ่งนักโบราณคดียังไม่อาจหาบทสรุปได้อย่างแน่ชัด ในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็เป็นมรดกจากชาวแอตแลนติสทั้งสิ้น

ครับ, เป็นการต่อยอดไปไกล ซึ่งจะไม่ใช่แนวความคิดที่ไร้สาระเลย ถ้าพวกเขาจะไม่เริ่มจากพื้นฐานที่เลื่อนลอย อย่างแอตแลนติส




แต่เริ่มจากพื้นฐาน ที่นักค้นคว้าด้านอารยธรรมโบราณของโลก ค้นพบ “ร่องรอย” ของเจ้าของ “มรดก” ที่ว่านั้น จากอีกอารยธรรมหนึ่ง ซึ่งทำท่าจะเก่าแก่และมีตัวตนจริง มากกว่าแอตแลนติสของเพลโต

อารยธรรมนี้ ถูกเพ่งเล็งว่า อาจจะเคยมีอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นทวีปที่เคยมีความสมบูรณ์ มีมนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ในยุคก่อนน้ำแข็งละลายครั้งล่าสุด เมื่อราวๆ 12,000 ปีมาแล้ว


ปัญหาก็คือ ด้วยเทคโนโลยีที่พวกเรามีอยู่ในขณะนี้ การขุดสำรวจทางโบราณคดีผ่านชั้นน้ำแข็งหนาเป็นไมล์ ที่ท่วมทับทวีปดังกล่าวอยู่ ยังเป็นไปไม่ได้ครับ


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Tuesday, January 23, 2018

มังกร และ กริฟฟิน




มังกร (Dragon) เป็นสัตว์วิเศษที่มีตัวตนอยู่จริง ในอีกมิติหนึ่งของโลกนี้

คำว่า Dragon มาจากคำภาษาละตินว่า ดราโคเนม (Draconem) แปลว่า งูใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันมีลักษณะบางประการที่ดูคล้ายงู ไม่ใช่ว่าแต่เดิมมังกรจะมีลำตัวยาวเหมือนงู อย่างมังกรจีนนะครับ 

ลักษณะส่วนใหญ่ของมังกร ก็คือเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่กว่าคน บางชนิดมีมากกว่า1 หัว ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ด  มีปีกเป็นพังผืดเหมือนค้างคาว 1 คู่

สายตาของมังกรนั้นคมกริบ และมันก็เป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมากกว่าสัตว์ชนิดใดๆ จนนักแต่งนิยายมักระบุว่า มันพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย 

ที่จริงแล้ว มังกรเพียงแต่สื่อสารทางจิตกับมนุษย์ ที่เข้าไปเผชิญหน้ากับมันโดยตรงเท่านั้นครับ ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวกับที่สัตว์วิเศษของทุกชนชาติใช้

การสื่อสารทางจิต ทำให้มันหยั่งรู้ถึงระดับของศีลธรรมของคนที่มายืนตรงหน้ามัน  และมันจะขยะแขยงมากครับ เมื่อพบกับคนโลภและกักขฬะ ซึ่งเป็นคนส่วนมากที่ต้องตายเพราะมังกร 
         
อาวุธหลักของมังกรคือกรงเล็บ  ซึ่งฉีกกระชากเหยื่อได้เป็นชิ้นๆ ในพริบตา และมันสามารถต่อสู้บนพื้นดินได้ว่องไวพอๆ กับการโจมตีจากกลางอากาศ 

แต่ที่เปรียบเสมือนไม้ตาย และเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดที่มันมีอยู่คือ การพ่นไฟ ครับ 




ผู้เชี่ยวชาญทางปกรณศาสตร์ตะวันตก กล่าวว่ามังกรมีต่อมสร้างไฟอยู่เหนือจมูก ดังนั้นโดยความเป็นจริงแล้วมันจึงพ่นไฟจากรูจมูก หรือหายใจเป็นเปลวไฟ  ไม่ใช่อ้าปากแล้วพ่นไฟออกมา อย่างในหนัง      

และที่จริงแล้ว  มังกรไม่สามารถพ่นไฟได้มากนัก  โดยเฉพาะการพ่นอย่างเต็มที่จะทำได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นมันจะต้องพักผ่อน หรือหาอาหารเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอ สำหรับที่จะใช้พ่นไฟในครั้งต่อไป

มังกรจึงไม่พ่นไฟใส่ใครถ้าไม่จำเป็นจริงๆ  หรืออาจพ่นเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นการเตือนเท่านั้นแหละครับ 

ชื่อเสียงของมังกรที่คุ้นเคยกันทั่วไปก็คือ การเป็นผู้อารักขาขุมทรัพย์โบราณ หรือของสำคัญต่างๆ อันเนื่องจากคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของมันนั่นเอง 

เราจึงได้พบอยู่บ่อยครั้งว่า พระเอกในเทพนิยายยุโรป ถ้าจะได้ครอบครองสิ่งสำคัญหรือทรัพย์สมบัติใดๆ ก็ต้องผ่านมังกรที่เฝ้าอยู่ทุกครั้ง     

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่ามังกรจะมีพลังอำนาจ และการพ่นไฟอันน่าเกรงขาม สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับมัน แต่พวกมันส่วนใหญ่เป็นสัตว์รักสงบ มันจะวนเวียนอยู่ภายในอาณาเขตของมันเป็นส่วนใหญ่ และนานๆ จะกินอาหารสักที 

อาหารที่มันชอบมากคือวัว แกะ ส่วนมนุษย์นั้นจะได้เป็นอาหารของมัน ก็เฉพาะผู้ที่เข้าไปรบกวนทรัพย์สมบัติของมันเท่านั้น         

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการยากที่จะมีใครได้รับอันตรายจากมังกร นอกจากคนที่เข้าไปรบกวนมันถึงแหล่งที่พำนักของมัน




เคยมีการบันทึกถึงบ้านเรือน และพืชผลจำนวนมากของชาวนาที่ถูกมังกรพ่นไฟเผาราบเป็นหน้ากลอง ด้วยเหตุที่ว่ามีคนจากในหมู่บ้านไปขโมยสมบัติของมัน  กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมากครับ     

ชาวยุโรปโบราณยังเชื่อกันว่า ถ้าหากได้กินอวัยวะต่างๆ ของมังกรแล้ว จะทำให้มีอิทธิฤทธิ์เหนือคนธรรมดาทั่วไปอยู่หลายอย่าง

เช่นหัวใจของมัน เมื่อกินแล้วทำให้ฟังภาษานกรู้เรื่อง ลิ้นทำให้มีความสามารถในการเจรจา เลือดป้องกันการบาดเจ็บได้  เนื้อเอาไปต้มแล้วนำน้ำที่ต้มนั้นมาอาบ ช่วยให้อยู่ยงคงกระพัน 
         
สิ่งเหล่านี้ ยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นมวลสาร สร้างของวิเศษต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

ดังนั้นขณะที่คนส่วนมากกลัวมังกร  ก็จะมีคนอีกจำพวกหนึ่ง ที่พยายามติดตามหามังกรเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว       

แต่สิ่งที่ว่ากันว่า เป็นตัวการทำลายล้างมังกรจนแทบจะสูญพันธุ์ไปอย่างแท้จริง คือ  ศาสนาคริสต์          

เล่ากันว่า บรรดามิชชันนารีซึ่งจาริกไปทั่วยุโรป พวกนี้เมื่อได้พบกับมังกรที่ครองครองพื้นที่อยู่เดิม ก็กลัวจนเสียสติ และลงความเห็นทันทีว่า มันคือทูตแห่งมารร้าย 

พวกเขาสนับสนุนบรรดาอัศวิน และนักแสวงโชคให้สังหารมังกร ยุยงชาวนาว่าสัตว์ใดก็ตามที่มีขนาดใหญ่ มีกรงเล็บและเขี้ยวแหลมคม รวมทั้งพ่นไฟได้ เป็นเครื่องหมายแห่งบาป การทำลายสิ่งนี้จะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า




ดังนั้นจึงเกิดประเพณีในการล่ามังกรขึ้น โดยอัศวินคริสเตียนที่แน่ใจว่าตนมีฝีมือพอ ซึ่งใครๆ ก็กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าร่วมมหกรรมนี้ 

เพราะนอกจากจะได้ทั้งทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และการพิสูจน์ถึงศรัทธาในทางศาสนาแล้ว ยังได้ประโยชน์จากซากศพของมันด้วยไงครับ 

มังกรจึงถูกจารึกไว้ในเทพนิยายต่างๆ ในภาพลักษณ์ของฝ่ายอธรรม ที่ถูกอัศวินพิชิตลงตัวแล้วตัวเล่า 

ถึงกระนั้น การจะฆ่ามังกรตัวหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ในจำนวนผู้กล้า 100 คนที่เข้าไปหามังกรถึงถิ่น มีเพียงคนเดียวเท่านั้นละครับที่ทำได้สำเร็จ

และการฆ่ามังกรนั้น ก็มิได้ใช้เพียงแต่ดาบ หรืออาวุธธรรมดาสามัญ อาวุธที่จะฆ่ามังกรได้ จำต้องมีการลงอักขระ และผ่านพิธีกรรมปลุกเสกโดยคนที่รู้จริง มิฉะนั้นจะฟันผิวมังกรไม่เข้า  

ปัจจุบัน  ผู้คนที่เชื่อในเรื่องของมังกร ส่วนมากลงความเห็นกันว่า ไม่มีมังกรเหลืออยู่ในทวีปยุโรปแล้ว แต่ก็ปรากฏว่า มีผู้ค้นพบหรือได้เห็นตัวมันเป็นครั้งคราว แสดงว่ายังมีมังกรจำนวนหนึ่งที่ยังเหลือรอดอยู่ 

และพวกมันก็คงจะยังเฝ้าพิทักษ์ของวิเศษ  หรือขุมความรู้โบราณอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีใครได้พานพบ
         



ทีนี้ ผมก็จะพูดถึงสัตว์วิเศษอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องราง ใช้ได้เหมือนมังกร คือ กริฟฟิน (Griffin)

คนยุโรปส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า กริฟฟินเป็นสัตว์ในเทพนิยายของชาวกรีก เพราะคำว่า กริฟฟิน มาจากภาษากรีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำดังกล่าวมีที่มาจากภาษาพวกฮิตไตต์ (Hittite) อีกทีหนึ่ง 

ในบันทึกของชาวกรีกเอง ก็ยืนยันว่ามันเป็นสัตว์ในท้องถิ่นอื่น ดังปรากฏในบันทึกการเดินทางไปยังทวีปเอเชียสมัยก่อนศตวรรษที่ 8 ของ อีริสติอัส (Eristias) นักเดินทางชาวกรีก กล่าวว่า มีชนเผ่าหนึ่งเล่าให้เขาฟังว่ามีเทือกเขาที่อุดมไปด้วยทองคำ ถูกเฝ้าโดยสัตว์น่ากลัวและประหลาดตัวหนึ่ง  ซึ่งอีริสติอัสเรียกมันว่ากริฟฟิน

มีผู้บรรยายไว้ว่า กริฟฟินเป็นสัตว์ที่มีส่วนผสมระหว่างนกอินทรีกับสิงโต คือมีหัว, ร่างกายส่วนหน้าอกทั้งหมด, ขาหน้า และปีกเป็นนกอินทรี ส่วนสะโพก  ขาหลัง และหางเป็นสิงโต กรงเล็บของกริฟฟิน มีขนาดเท่ากับเขาวัวหรือเท้านกอินทรีทั้งเท้า




กริฟฟินเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมากครับ สามารถต่อสู้มังกรได้ หัวและปีกของมันแข็งแรงกว่านกอินทรีหนึ่งร้อยเท่า เมื่อมันขวิดแต่ละครั้ง มนุษย์ ม้า และวัวตัวใหญ่ๆ จะปลิวหายไปในอากาศ

เทพนิยายกรีกกล่าวว่า กริฟฟินเป็นสัตว์วิเศษที่คอยลากราชรถให้กับเทพ-เทวีของกรีก เช่น สุริยเทพอพอลโล (Apollo) และเป็นผู้พิทักษ์เหมืองทองคำของดินแดน ไฮเปอร์โบเรีย (Hyperboria) 

ภาระหน้าที่หลักของมัน ตามความรับรู้ของชาวตะวันตกทั่วๆ ไปจึงเหมือนมังกรนั่นแหละครับ คือมีหน้าที่เฝ้าขุมทรัพย์ โดยเฉพาะทองคำ 

แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับมังกรแล้ว กริฟฟินก็มีอุปนิสัยที่แตกต่างออกไป 

มันไม่ฆ่าทุกคนที่เข้าไปถึงถิ่นของมันโดยทันที มันจะรอดูว่า ผู้บุกรุกคนนั้นจะเป็นภัยกับตัวมันเอง หรือทองคำที่มันเฝ้ารักษาอยู่หรือเปล่าเสียก่อนก่อน จึงค่อยลงมือจัดการ 

การที่กริฟฟินมีทั้งพละกำลัง ความดุร้าย ความแคล่วคล่องในการโจมตีทางอากาศ และสติปัญญา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ที่ใครจะเข้าไปถึงสิ่งที่มันพิทักษ์อยู่     

และไม่เพียงเป็นฝู้เฝ้าที่ดีเท่านั้น กริฟฟินยังมีความสามารถในการหาแหล่งทองคำห รือสมบัติที่ฝังในดินได้ตามต้องการ เหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อเอาไปทำรังสำหรับวางไข่

กริฟฟินออกลูกเป็นไข่ และเลี้ยงลูกเหมือนนกครับ

เซนต์ ฮิลเดการ์ด (St.Hildegard) นักบุญหญิงชาวเยอรมันในสมัยคริสตศตวรรษที่ 12 ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อกริฟฟินตัวเมียตั้งท้อง มันจะไปหาที่วางไข่ในถ้ำที่มีทางเข้าแคบๆ แต่พื้นที่ภายในกว้างขวาง ไข่ของมันมีขนาดเท่านกกระจอกเทศ ซึ่งบางตำราก็ว่าสีเหมือนอัญมณี  และมันจะเฝ้าเลี้ยงลูกจนโตแข็งแรง

ชาวตะวันตกจึงถือว่า กริฟฟินเป็นผู้ครอบครองความรู้ในการหาแหล่งทรัพยากร และความร่ำรวยในขณะเดียวกัน
 



กริฟฟินยังมีคุณสมบัติของนกอีกอย่างหนึ่งด้วยครับ คือไม่มีการเปลี่ยนคู่ตลอดชีวิต แม้ฝ่ายหนึ่งจะตายไปก่อนก็จะไม่หาคู่ใหม่ มันจึงเป็นสัญลักษณ์ (และพลัง) ของความซื่อสัตย์ด้วย

คุณสมบัติของกริฟฟินอีกอย่างหนึ่ง คือความสามารถในการรักษาโรค

ว่ากันว่าในสมัยโบราณ ผู้วิเศษจะนำขนของกริฟฟิน มากวาดผ่านดวงตาของคนที่ตาบอดสนิท แล้วตาของคนผู้นั้น ก็จะกลับมองเห็นได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

ทั้งนี้ ขนของกริฟฟินที่นำมาใช้นั้น มีพลังพิเศษในตัวของมันเอง สามารถใช้เมื่อไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องปลุกเสกหรือผ่านพิธีกรรมใดๆ เลย         

อีกกรณีหนึ่งเชื่อกันว่า อุ้งเท้าของมันมื่อนำมาทำเป็นถ้วยน้ำแล้ว หากใครใส่ยาพิษลงไป น้ำในถ้วยจะเปลี่ยนสีในพริบตา

บางตำราก็กล่าวว่า กรงเล็บของกริฟฟิน เป็นเครื่องรางต่อต้านความชั่วร้าย และโชคร้าย รวมสามารถตรวจพบพิษได้ กล่าวคือถ้ากรงเล็บของมันได้สัมผัสกับพิษจะมีสีคล้ำลง 

เล่ากันต่อไปอีกว่า กริฟฟินจะมอบสมบัติอันมีค่ายิ่งเช่นนี้ ให้แก่ผู้ทรงศีล หรือผู้ที่ช่วยเหลือมันในยามบาดเจ็บครับ             




พวกมิชชันนารีที่เดินทางออกจากอาณาจักรโรมัน เพื่อเผยแพร่ศาสนาไปทั่วทวีปยุโรป ในช่วงแรกๆ ก็กลัวกริฟฟินมากพอๆ กับกมังกร และทุกสิ่งที่คนพื้นเมืองยุโรปเคยนับถือมาก่อน 

พวกเขากล่าวว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของคนนอกศาสนา และคอยล่อลวงวิญญาณของมนุษย์ อีกทั้งยังคอยข่มเหงรังแกสาวกพระเยซูด้วย ทางคริสตจักรจึงเหมารวมสัตว์ชนิดนี้ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของซาตานอยู่ระยะหนึ่ง

แต่ต่อมา กริฟฟินในความรู้สึกของคริสตชน ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าแห่งพิภพและนภากาศ อีกทั้งมีรังสีแห่งแสงอาทิตย์ 

มันจึงกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซู  อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระสันตะปาปา

ชาวคริสต์ในยุโรปจึงนำกริฟฟินมาใช้ ในฐานะที่เป็นเครื่องต่อต้านอสุรสัตว์ในตำนาน คือ พญานกบาซิลิสก์ (Basilsque) ซึ่งเปรียบได้กับรูปจำลองของซาตาน

ดังนั้น โบสถ์คริสต์สมัยแรกๆ จึงมีการตกแต่งด้วยรูปของสัตว์ชนิดนี้ เพื่อให้มันคุ้มครองโบสถ์ คติเช่นนี้ได้แพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะอังกฤษ แคว้นเวลส์และไอร์แลนด์

จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 12 นักบุญแบร์นาร์ด์แห่งแคลร์โวซ์ (St.Bernard de Clairevaux) ได้ทำการปฏิรูปศาสนาคริสต์ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมในการตกแต่งวัดวาอารามต่างๆ เสียใหม่ กริฟฟินจึงค่อยๆ หายไปจากโบสถ์คริสต์ในเวลาต่อมา




แต่ชาวยุโรปก็ยังคงนำภาพกริฟฟิน มาทำเป็นงานศิลปะในหลาย ๆ วัฒนธรรม หลายสถานที่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และตราประจำตระกูลเก่าแก่ต่างๆ อีกทั้งยังมีความนิยมนำมาปักลงบนผ้าสวยอย่างสวยงาม สำหรับประดับอาคารด้วย 

จุดมุ่งหมายก็คือ เพื่ออาศัยอานุภาพของกริฟฟิน ในการปกปักรักษาให้พ้นจากภยันตรายต่างๆ นั่นละครับ

ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประติมากรรมที่ทำเป็นรูปมังกร และกริฟฟิน ก็ดูจะได้รับความนิยมตามอุปสงค์-อุปทานของผู้ผลิต และตลาดนักสะสมประติมากรรมเรซินจากเทพนิยาย

อย่างเมื่อตอนที่ผมเขียนหนังสือเรื่อง สัตว์มงคล เครื่องราง ของขลัง ตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ.2547-48 ผมจำได้ว่า เห็นเจ้าสองตัวนี้ที่ทำเป็นเครื่องรางขนาดตั้งโต๊ะ ในอินเตอร์เน็ต แค่ไม่กี่แบบเท่านั้นนะครับ และไม่น่าสนใจเลยจริงๆ

แต่ ณ เวลานี้ ผมกลับไป search ใหม่ ผลก็คือ มีทั้งมังกรและกริฟฟินแบบใหม่ๆ ปรากฏให้เห็นมากมายครับ




แต่ประติมากรรมมังกรและกริฟฟิน เท่าที่มีขายกันอยู่ขณะนี้ มีทั้งแบบที่เป็นของเล่นเด็ก และแบบที่ใช้แต่งบ้าน แบบหลังนี้ก็มีทั้งชนิดที่ทำให้ดูตลกขบขัน และทำให้ดูสวยงาม

ซึ่งผมขอย้ำว่า ประติมากรรมรูปสัตว์วิเศษทั้งสองชนิดนี้ ที่ทำอย่างมีศิลปะ มีความสวยงาม และน่าเกรงขามอย่างแท้จริง เท่านั้นแหละครับ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อผลทางมายาศาสตร์ได้

ส่วนแบบที่ดูตลกหรือน่ารักนั้น เป็นได้แต่ของเล่นเท่านั้น

ทั้งนี้ ถ้าทำด้วยวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะทองคำ เงิน หรือสำริด ดีที่สุด

หรือไม่ ถ้าเป็นเนื้อเรซินสมผงหินอ่อน ชุบสีแบบ cold cast bronze หรือทำสีเลียนแบบทองคำ เงิน สำริด ก็ยังคงนับว่าดีอยู่

ถ้าเป็นเรซินทั่วไป ระบายสี อย่าเอาสีจัดจ้านมากครับ ต้องให้ดูคลาสสิกหน่อย จะมีพลังมากกว่า

และถ้าจะใช้ประติมากรรมรูปมังกร และกริฟฟิน ในทางเวทมนต์อย่างแท้จริงนั้น จะต้องมีพิธีกรรมการปลุกเสกครับ

ซึ่งมีตำราระบุรายละเอียดขั้นตอนการประกอบพิธี แม้แต่ลำดับมนต์ที่จะต้องใช้ อยู่ในหมู่นักมายาศาสตร์ตะวันตก

โดยตัวชี้วัดว่า สำนักไหนสืบทอดสายวิชาโบราณมาอย่างแท้จริงเพียงใด ดูง่ายๆ เลยครับ ว่ามนต์ที่ใช้นั้น เป็นภาษาอังกฤษโบราณ ภาษาเยอรมันโบราณ หรือภาษาอังกฤษสมัยใหม่

ตำราพวกนี้ บางเล่มก็สั่งซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ตนะครับ

แต่ถ้าจะให้ปลอดภัย ผมว่าควรจะร่ำเรียนสืบทอดจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงดีกว่า




เปิดตำราทำเองไม่ดีหรอกครับ เพราะถ้าผิดพลาดแล้วจะไม่รู้วิธีแก้ แล้วความเสียหายหลายอย่างจะตามมา

เสียหายในเรื่องใดบ้าง ก็ดูง่ายๆ จากการที่มังกรและกริฟฟิน ซึ่งได้รับการปลุกเสกอย่างถูกต้องแล้ว สามารถนำมาใช้ได้ผลอย่างไร ความเสียหายก็จะเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านั้น

1) ผลในการเฝ้าทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของสำคัญ ซึ่งวิธีจัดวาง คือบนหลังตู้หรือโต๊ะที่เก็บของสำคัญนั้น หันหน้าไปทางประตูห้อง

ถ้าเสกผิดวิธี จะทำให้เกิดความวิบัติหายนะแก่ของสำคัญเหล่านั้น หรือ ขโมยเข้าบ้าน

2) ผลในการสลายพลังชั่วร้ายที่มาจากนอกบ้าน เช่น ทางสามแพร่ง ตึกสูง รางรถไฟฟ้า สะพาน หรือทางยกระดับที่เป็นวงโค้งตรงกับบ้านของเรา วัดร้างที่อยู่อีกฟากถนน บ้านผีสิงหรือบ้านที่เจ้าของตายด้วยเหตุน่าสยดสยอง แหล่งอบายมุข โรงงานและสุสาน

วิธีจัดวาง คือให้ตั้งหันหน้าไปทางหน้าต่าง หรือประตูด้านที่ปะทะกับพลังชั่วร้ายเหล่านี้

ถ้าเสกผิดวิธี จะกลายเป็นการดึงดูพลังชั่วร้ายเหล่านี้เข้ามาแทน

3) ผลในการคุ้มกันจากคุณไสยมนต์ดำต่างๆ วิธีจัดวางคือบนโต๊ะข้างหัวเตียง หันหน้าไปทางประตูห้องนอน

ถ้าเสกผิดวิธี จะไม่สามารถป้องกันในส่วนนี้ได้ครับ คุณไสยมนต์ดำต่างๆ จะเข้าถึงห้องนอนอย่างง่ายดาย

4) ผล (เฉพาะกริฟฟิน) ในด้านความรัก ความซื่อสัตย์ ความมั่นคงของชีวิตคู่ วิธีจัดวางคือบนโต๊ะข้างหัวเตียงของสามีภรรยา หรือคู่รักหันหน้าขนานไปกับข้างเตียง

          ถ้าเสกผิดวิธี ขะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะว้าง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจ หรือมีชู้




การเลี้ยงมังกร และกริฟฟิน ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูด้วยอาหารหรือน้ำ เพียงแต่ควรทำความสะอาดด้วย น้ำกุหลาบแท้ (Rose Hydrosol) ไม่ใช่น้ำหอมกลิ่นกุหลาบ สัปดาห์ละครั้ง

และ “ชาร์จพลัง” ในคืน วสันต์วิษุวัต (Vernal Equinox) และ ศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ของทุกปี ด้วยการนำมังกรเข้า พิธีอาบไฟ

          คือตั้งรูปมังกรนั้นในวงกลม ที่จุดเทียนชา (Tealight Candle) 12 เล่มไว้โดยรอบ และสาธยายมนต์ที่ใช้กับมังกรนั้น 12 ครั้ง

          ส่วนกริฟฟิน เข้าพิธี Purification ด้วยการตั้งเชิงกำยาน 8 ทิศเป็นวงกลมโดยรอบ ต้องเป็นกำยานที่ทำจากสมุนไพรธรรมชาติ ไม่ช่ำยานโรงงานทั่วไป หรือกำยานขี้วัวของแขกนะครับ

แล้วสาธยายมนต์ที่ใช้กับกริฟฟินนั้น จนกว่ากำยานจะหมด

ซึ่งถ้าไม่ใช่มังกรและกริฟฟินที่ผ่านการปลุกเสก ก็ไม่ต้องชาร์จพลังใดๆ เพราะไม่มีมนต์ให้ใช้เพื่อการนั้นครับ




ผมมีวิชาที่จะเสกได้ ทั้งมังกร และกริฟฟิน ได้ฝึกหัดมาตั้งแต่ตอนเรียนไสยเวทยุโรปใหม่ๆ ที่ผ่านมาก็เสกให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดไปหลายตัว จนตอนนี้แก่แล้ว ความทรงจำเริ่มใกล้ระดับเลอะเลือน

เพราะฉะนั้น ใครที่ชอบสัตว์วิเศษทั้งสองชนิดนี้ และต้องการแบบที่ตั้งโชว์ได้ มีพลังวิเศษด้วย ควรจะรีบไปจัดหามา แล้วผมจะทำพิธีให้ ตามที่ยังมีกำลังพอจะทำได้อยู่

ถ้าจะสอบถามที่ Line ID ที่เป็นตัวแทนในการจัดการวัตถุมงคลของผม ก็ถามได้แต่ค่าปลุกเสกนะครับ ไม่มีตัวอย่างวัตถุมงคล เพราะไม่มีการรับของพวกนี้มาเสกไว้รอขาย

ถ้าอยากได้ ต้องสั่งจากเว็บต่างๆ เอาเองครับ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด